
ตลาดสินค้าเกษตรชิคาโกผันผวน ข้าวโพด-ถั่วเหลืองบวก ข้าวสาลีอ่อน ดอลลาร์แข็งกดดันตลาด
สงครามตะวันออกกลางสะเทือนตลาดโลก CBOT ผันผวน ข้าวโพด–ถั่วเหลืองบวก ข้าวสาลีอ่อน นักลงทุนหนีเสี่ยงถือดอลลาร์ วงการค้าพืชไร่ จับตา พืชพลังงานมีลุ้นราคาปรับขึ้น
KEY
POINTS
- ตลาดสินค้าเกษตรชิคาโกมีความเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยราคาข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาข้าวสาลีปรับตัวลดลง
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อตลาด ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ
- ราคาถั่วเหลืองได้รับแรงหนุนจากการซื้อเก็งกำไรก่อนการประกาศรายงานพื้นที่เพาะปลูก ส่วนข้าวสาลีอ่อนตัวลงจากแรงขายทำกำไรและความกังวลเรื่องอุปสงค์ในตลาดโลก
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ณ นครชิคาโก (CBOT) วันที่ 3 มีนาคม 2569 เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้าวสาลีอ่อนตัวลง ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและความไม่แน่นอนของอุปสงค์ส่งออก
ข้าวโพด สัญญาเดือนมี.ค. ปิดที่ 4.3425 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เพิ่มขึ้น 1.00 เซนต์ ส่วนสัญญาเดือนพ.ค. ปิดที่ 4.4650 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.75 เซนต์ และสัญญาเดือนก.ค. ปิดที่ 4.5550 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.25 เซนต์ ฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากวันก่อนหน้าร่วงแรง โดยตลาดยังจับตาความต้องการนำเข้าของประเทศผู้ซื้อรายใหญ่ และคำสั่งซื้อข้าวโพดอาหารสัตว์จากเอเชียที่เริ่มกลับเข้าตลาด
ถั่วเหลือง ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สัญญาเดือนมี.ค. ปิดที่ 11.5575 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เพิ่มขึ้น 5.75 เซนต์ สัญญาเดือนพ.ค. ปิดที่ 11.7050 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.50 เซนต์ และสัญญาเดือนก.ค. ปิดที่ 11.8325 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.25 เซนต์ นักลงทุนเข้าซื้อก่อนการประกาศรายงานพื้นที่เพาะปลูกของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ที่ตลาดคาดว่าจะสะท้อนทิศทางการปลูกพืชฤดูกาลใหม่
ข้าวสาลี ปรับลดลงต่อเนื่อง สัญญาเดือนมี.ค. ปิดที่ 5.7225 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ลดลง 2.25 เซนต์ สัญญาเดือนพ.ค. ลดลง 3.25 เซนต์ ปิดที่ 5.7400 ดอลลาร์ และสัญญาเดือนก.ค. ลดลง 2.00 เซนต์ ปิดที่ 5.8350 ดอลลาร์ จากแรงขายทำกำไรและความกังวลต่ออุปสงค์ในตลาดโลก
ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 99.052 จุด เพิ่มขึ้น 0.671 จุด หรือ 0.68% สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐมีต้นทุนสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในตลาดโลก
แหล่งข่าววงการค้าพืชไร่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ราคาธัญพืชในตลาดโลกขณะนี้ ยังไม่ปรากฏผลกระทบที่ชัดเจน จากสงคราม อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เริ่มเห็นได้ชัดคือ ต้นทุนค่าขนส่งที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามทิศทางราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการค้าสินค้าเกษตรโดยรวมสูงขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ความตึงเครียดหรือความผันผวนด้านพลังงาน ยืดเยื้อเป็นระยะเวลานาน ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อราคาพืชพลังงาน โดยเฉพาะพืชที่สามารถนำไปผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล เช่น ข้าวโพด อ้อย หรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากความต้องการใช้วัตถุดิบพลังงานทดแทนอาจเพิ่มมากขึ้น

