

KEY
POINTS
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2568 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบรรยากาศเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทการเมืองที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะจัดตั้ง
นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่จีดีพีขยายตัวได้ 2.4% ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะสะท้อนว่ากลไกเศรษฐกิจเริ่มทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการเมืองนิ่งขึ้นย่อมส่งผลให้การลงทุน หรือ “I” (Investment) กลับมาเคลื่อนไหว
เขาอธิบายว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญมีทั้งการลงทุน (I : Investment) และการบริโภค (C : Consumption) หากการส่งออกดี ประชาชนมีรายได้มากขึ้น การใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ทั้ง C และ I ขยายตัวไปในทิศทางเดียวกัน ภาพรวมแนวโน้มจึงไม่น่าแย่อย่างที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้
นายหลักชัย ยังมองว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการคลัง และการมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท./แบงก์ชาติ) คนใหม่ จะช่วยปรับกฎเกณฑ์บางอย่างให้เอื้อต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาซึ่งมองว่าเดินมาถูกทางแล้ว
เมื่อถามถึงมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากภาวะติดหล่มและกำลังจะเร่งตัวขึ้น นายหลักชัยระบุว่าเห็นด้วย เพราะทีมบริหารเข้าใจโจทย์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง และมีประสบการณ์ในตำแหน่งมานาน หากภาคส่วนต่าง ๆ ยังสนับสนุนต่อเนื่องเหมือนช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ตลอดวาระ 4 ปีข้างหน้าจะเห็นผลเชิงบวกชัดเจน
ประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตาคือการจัดตั้งรัฐบาล หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเร็ว และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกิน 300 เสียงได้โดยรวดเร็ว จะช่วยลดภาวะสุญญากาศทางการเมือง และดึงดูดการลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาได้เร็วขึ้น
“ยิ่งตั้งได้เร็วยิ่งดี ตอนนี้ต่างชาติรอความชัดเจน ถ้ามีรัฐบาลตัวจริงก็จะขับเคลื่อนได้ทันที แม้ระบบราชการต้องใช้เวลา แต่ครั้งนี้ไม่น่าซับซ้อนเหมือนปี 2566” นายหลักชัยกล่าว พร้อมมองว่ากระแสความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติของการเมือง
ในมิติความมั่นคงของรัฐบาล เขาเชื่อว่าหากไม่สะดุดจากปัจจัยภายใน หรือสะดุดขาตัวเองไม่ว่าจะมาจากปัจจัยใด และยังรักษาความเป็นเอกภาพ (Unity) ได้ ก็มีโอกาสอยู่ครบเทอม 4 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเสถียรภาพทางการเมืองคือเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับทีมเศรษฐกิจและต่างประเทศที่มีชื่ออย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างชัดเจน เพราะผลงานช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น และนายกรัฐมนตรีได้แสดงความชัดเจนในตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไว้อย่างชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว
“เชื่อมั่นว่า หากเปิดทางให้ทีมเศรษฐกิจทำงานเต็มที่ และไม่มีคลื่นใต้น้ำทางการเมือง ภายใน 4 ปีข้างหน้ารัฐบาลใหม่สามารถผลักดันจีดีพีให้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ได้ ซึ่งไม่เกินศักยภาพของทีมงานชุดนี้”
ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เสนอให้รัฐบาลควรวางแผนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ประเทศ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดำเนินนโยบาย
นายหลักชัยยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การปราบปรามคอร์รัปชัน ทุนเทา และขบวนการสแกมเมอร์ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาต่างชาติ
“ถ้าเราไม่แก้เรื่องสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ประเทศจะอยู่ในสังคมโลกได้ยาก คนที่มีอำนาจต้องยอมเปลี่ยนเพื่อส่วนรวม” นายหลักชัยกล่าว พร้อมชี้ว่าประเด็น MOU 43-44 ยังเป็นเรื่องไกลตัวภาคธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ
ในตอนท้าย เขามองว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้กังวลปัจจัยอื่นมากนัก นอกจากความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล หากกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและทุกฝ่ายยอมรับได้ ความเชื่อมั่นจะกลับมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตเกิน 3% ต่อปีได้อย่างมั่นคง