
ข้าวประณีต 1 ล้านตัน เดิมพันอนาคต 5 ปี จับตากู้ราคาหรือซ้ำรอยเดิม
เปิดเกม “ข้าวประณีต” ดัน 1 ล้านตัน ปั้น Low Carbon–Organic กู้ราคาข้าวไทย ขณะชาวนาหลอน หวั่นซ้ำรอยโครงการข้าวอินทรีย์ล้านไร่ รับเงินช้า–ถูกกดราคา–ต้นทุนพุ่ง ด้านนักวิชาการ ชำแหละนโยบาย ชี้เป็นเพียง Niche Market แต่คือทิศทางอนาคต หากไม่เริ่มวันนี้อีก 4-5 ปี ไทยเสี่ยงตกขบวน
KEY
POINTS
- รัฐบาลเปิดตัวโครงการ “ข้าวประณีต” ตั้งเป้าผลิตข้าวคุณภาพสูง (คาร์บอนต่ำและอินทรีย์) 1 ล้านตัน เพื่อยกระดับมูลค่าข้าวไทยในตลาดพรีเมียม
- ชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ตอบรับโครงการ เนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง ความไม่แน่นอนของราคาขาย และขาดความเชื่อมั่นจากความล้มเหลวของโครงการในอดีต
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าตลาดข้าวกลุ่มนี้ยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และไทยยังตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนามที่รุกตลาดข้าวคาร์บอนต่ำไปไกลแล้ว
“ข้าวประณีต” เป็นแนวคิดเชิงนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2568 ที่มุ่งยกระดับมูลค่าข้าวไทยให้เพิ่มสูงขึ้น 5-10 เท่า ผ่านการสร้างตลาดพรีเมียมทางเลือก โดยเน้นแปรรูปข้าวพื้นถิ่นให้ได้มาตรฐานสูง สร้างแบรนด์ระดับโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร
ล่าสุดในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.)ด้านการผลิต (11 ก.พ.69) ได้ถอดรหัส โครงการ “ข้าวประณีต คุณภาพสูง เพิ่มมูลค่า” วางเป้าหมายผลผลิตรวม 1 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวคาร์บอนต่ำ 700,000 ตัน และข้าวอินทรีย์ 300,000 ตัน หวังสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร มีวงเงินรวมค่าบริหารโครงการใช้งบกว่า 586.2 ล้านบาท
รองศาสตราจารย์สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอิสระ และอดีตนักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงโครงการ “ข้าวประณีต คุณภาพสูง เพิ่มมูลค่า” ที่เน้นข้าวออร์แกนิคและข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ว่า ขณะนี้ยังมีตลาดที่จำกัดหรือเป็นเพียง Niche Market เท่านั้น แม้ในอนาคตจะมีศักยภาพในการขยายตัวตามเทรนด์โลก แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้ซื้อหลักยังมีเพียงสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปริมาณการสั่งซื้อข้าวจากไทยยังไม่สูงมากนัก ขณะที่ตลาดใหญ่อย่างฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซียยังไม่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานนี้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ข้าวโลว์คาร์บอนถือเป็นโอกาสในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้เต็มตัวในอีก 4-5 ปีข้างหน้า หากไทยไม่มีมาตรฐานนี้รองรับอาจจะเสียโอกาสในการแข่งขันได้
สำหรับการให้เงินจูงใจเกษตรกรไร่ละ 500 บาท สำหรับข้าวโลว์ คาร์บอน และ 800 บาท สำหรับข้าวอินทรีย์ รศ.สมพร มองว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจาก “แจกฟรี” มาเป็น “การให้ความช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข” เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านปรับปรุงคุณภาพการผลิต เนื่องจากที่ผ่านมาการแจกเงินโดยไม่มีเงื่อนไขทำให้เกษตรกรขาดการปรับตัวและพัฒนาทักษะ
เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เวียดนามก้าวนำหน้าไทยไปไกลมาก โดยมีการประกาศนโยบายผลิตข้าวคาร์บอนต่ำถึง 1 ล้านเฮกตาร์ (เกือบ 6 ล้านไร่) เพื่อรองรับตลาดสิงคโปร์และยุโรป นอกจากนี้ เวียดนามยังประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวพื้นแข็งราคาถูก มาเป็นข้าวพื้นนุ่ม ที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า “Jasmin Rice” ซึ่งทำราคาได้สูงถึง 500-520 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยเวียดนามใช้สโลแกน “3 ลด 3 เพิ่ม” (ลดต้นทุน-พันธุ์-ปุ๋ย-ยา และเพิ่มคุณภาพ-ประสิทธิภาพ-กำไร) เป็นหัวใจหลักในการพัฒนา ในขณะที่ไทยยังติดกับดักต้นทุนการผลิตสูงและผลผลิตต่อไร่ต่ำ
ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลนำเสนอโมเดลข้าวประณีตผ่านแนวทางข้าวโลว์ คาร์บอนและข้าวอินทรีย์ กระแสตอบรับจากชาวนาส่วนใหญ่ยังค่อนข้างเงียบ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านต้นทุนตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้น โดยเฉพาะการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเฉลี่ยไร่ละประมาณ 2,000 บาท ในภาวะที่เกษตรกรจำนวนมากขาดสภาพคล่อง
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิตในภาพรวมที่มีแนวโน้มสูงกว่าการทำนาแบบทั่วไป ขณะที่ผลผลิตต่อไร่อาจลดลง และราคาจำหน่ายยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจูงใจเพียงพอหรือไม่ อีกทั้งจากการสอบถามผู้ส่งออกในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปริมาณความต้องการส่งออกข้าวกลุ่มดังกล่าวยังมีไม่มากนัก ยิ่งทำให้ชาวนาไม่มั่นใจในการเข้าร่วมโครงการ
“ประสบการณ์จากโครงการข้าวอินทรีย์ล้านไร่ในอดีต ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเกษตรกรหลายราย ที่เผชิญปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่สุดท้ายกลับจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาต่ำ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อโครงการลักษณะเดียวกันลดลงอย่างเห็นได้ชัด” นายปราโมทย์ กล่าว
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569






