thansettakij
สั่งทบทวนชดเชย 42 สหกรณ์  ธ.ก.ส.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์ โรงสีติงบิดตลาด

สั่งทบทวนชดเชย 42 สหกรณ์ ธ.ก.ส.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์ โรงสีติงบิดตลาด

14 ก.พ. 2569 | 22:00 น.

ดับฝัน 42 สหกรณ์ขอชดเชยขาดทุนโครงการชะลอขายข้าว ที่ประชุมสั่งทบทวนใหม่ ธ.ก.ส.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์ ขณะโรงสีเตือนเสี่ยงบิดเบือนตลาด จับตาเร่งขายหนีตรวจสต็อก เสี่ยงปัญหาคุณภาพ-ชนิดข้าวไม่ตรง

KEY

POINTS

  • คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวฯ มีมติให้ทบทวนข้อเสนอของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ขออนุมัติงบชดเชยการขาดทุนกว่า 579 ล้านบาท ให้แก่สหกรณ์ 42 แห่งที่เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าว
  • ธ.ก.ส. ชี้แจงว่ากรณีที่สหกรณ์ไถ่ถอนข้าวออกไปขายเองแล้วขาดทุน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสียหายมูลค่าสูงสุดนั้น ไม่เข้าหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามปกติของโครงการ
  • สมาคมโรงสีข้าวไทยคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว โดยมองว่าสหกรณ์เป็นนิติบุคคลที่ต้องยอมรับความเสี่ยงทางธุรกิจเอง และการชดเชยอาจสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เหมาะสมและบิดเบือนกลไกตลาด

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอวาระขออนุมัติโครงการชดเชยการขาดทุนแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 42 แห่ง จากที่ทั้งหมด 126 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/2568 ผ่านคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิต โดยมีนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในที่ประชุม ได้มีมติทบทวนหลังโรงสีออกมาคัดค้านชี้ทำธุรกิจต้องรับความเสี่ยงเอง

แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอวาระขออนุมัติโครงการชดเชยการขาดทุนแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 42 แห่ง จากที่ทั้งหมด 126 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/2568 มีการจัดเก็บข้าวเปลือกรวมประมาณ 37,500 ตัน ใช้เงินสินเชื่อไปแล้วกว่า 3,997 ล้านบาท

“สหกรณ์ที่รวบรวมข้าวเจ้าและข้าวหอมปทุมธานี กำลังเผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก ปัญหาแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ได้แก่ 1. สหกรณ์ 10 แห่ง ไม่ไถ่ถอนข้าวเมื่อครบกำหนด และขอชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาที่รับซื้อจริงกับราคาประกันของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส. )  วงเงินประมาณ 107 ล้านบาท 2. สหกรณ์ 32 แห่ง ไถ่ถอนข้าวออกมาจำหน่ายเอง แต่ขายได้ต่ำกว่าทุนที่รับซื้อมา และขอชดเชยส่วนต่างอีกประมาณ 472 ล้านบาท รวมทั้งสองกรณีขอชดเชยกว่า 579 ล้านบาท”

 

สั่งทบทวนชดเชย 42 สหกรณ์  ธ.ก.ส.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์ โรงสีติงบิดตลาด

ทางกรม จึงได้เสนอให้ ธ.ก.ส.ชดเชยการขาดทุนเพื่อบรรเทาความเสียหายให้สหกรณ์บางแห่งที่ขาดทุนสูงถึงกว่า 10 ล้านบาท โดยเสนอให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้สำรองจ่ายตามมาตรา 28 และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากช่วงต้นฤดูกาล สหกรณ์เข้ารับซื้อข้าวในราคาสูงเพื่อพยุงราคาเกษตรกร แต่เมื่อถึงช่วงจำหน่ายจริง ราคาตลาดกลับปรับลดลงอย่างมาก เช่น ข้าวเปลือกเจ้ามีราคาประกัน 9,000 บาทต่อตัน แต่สหกรณ์รับซื้อ 14,000 บาท และขายได้ 16,400 บาทตามเกณฑ์สูงสุด ขณะที่ข้าวหอมปทุมรับซื้อ 12,500 บาท ราคาประกัน 10,000 บาท แต่เมื่อนำออกขายจริงได้เพียง 7,900 บาทต่อตัน

 

ส่วนการไถ่ถอนออกมาขายก่อนครบกำหนด (กรณีที่ 2) ทางผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ชี้แจงว่า เกิดจากสหกรณ์ต้องการเงินค่าฝากเก็บจาก ธ.ก.ส. อีก 500 บาทต่อตัน เพื่อนำมาหมุนเวียนในระบบ และบางแห่งไม่มีโรงสีแปรรูปของตนเอง จึงจำเป็นต้องเร่งขายออกไป

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทยตั้งข้อสังเกตต่อราคาขายจริงของสหกรณ์ โดยเฉพาะกรณีข้าวหอมปทุมที่ขายได้เพียง 7,900 บาทต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้ราคาอ้างอิงหอมปทุมฯที่ 15,200 บาทต่อตัน ซึ่งสูงเกินจริงมาเป็นเกณฑ์คำนวณ อีกทั้งมองว่าสหกรณ์เป็นนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจย่อมมีทั้งกำไรและขาดทุน หากบริหารผิดพลาดแล้วมาขอรัฐชดเชย อาจสร้างบรรทัดฐานที่ไม่เหมาะสม

สั่งทบทวนชดเชย 42 สหกรณ์  ธ.ก.ส.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์ โรงสีติงบิดตลาด

“เหตุใดสหกรณ์ต้องรีบขายข้าว อาจสะท้อนปัญหาคุณภาพ เช่น ปริมาณไม่ตรง คุณภาพเสื่อม หรือแจ้งชนิดข้าวไม่ถูกต้อง เพราะหากปล่อยหลุดจำนำจะต้องถูกตรวจสต็อกอย่างเข้มงวด ความไม่โปร่งใสอาจถูกเปิดเผย จึงเลือกไถ่ถอนออกมาขายก่อนแล้วขาดทุนเอง แต่ยังมาขอให้รัฐชดเชย ย่อมสร้างความสับสนและบิดเบือนระบบทั้งวงจร” แหล่งข่าวระบุ

ทั้งนี้ การที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งให้ทบทวนตัวเลขและเงื่อนไขทั้งหมดใหม่ มองว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน ความโปร่งใส และเสถียรภาพของระบบค้าข้าวในระยะยาว

ด้านผู้แทน ธ.ก.ส. ชี้แจงว่า โดยปกติโครงการชะลอขายข้าวจะมีงบ 1,700 ล้านบาท เพื่อรองรับกรณีข้าวติดมือจนจบโครงการอยู่แล้วในกรณีที่ 1  แต่กรณีที่ 2 ซึ่งสหกรณ์ไถ่ถอนออกไปขายเอง ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ปกติ และที่น่ากังวลคือ ปริมาณข้าวในกรณีที่ 2 มากกว่ากรณีแรกถึง 2 เท่า แต่กลับมีมูลค่าขาดทุนสูงกว่าถึง 4 เท่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,175 วันที่ 15 - 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569