

KEY
POINTS
ท่ามกลางสายตาทุกฝ่ายที่กำลังลุ้นการฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าหน้าตาจะออกมาอย่างไร ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญศึกหนักในตลาดข้าวโลก ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวและผู้นำเข้าอย่างฟิลิปปินส์–อินโดนีเซียลดสั่งซื้อ
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ถึงทิศทางอุตสาหกรรมข้าวไทยในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ โดยสะท้อนมุมมองเชิงนโยบาย เศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรมข้าวไทยในปี 2569 ไว้อย่างน่าสนใจ
เสนอพรรคเดียวคุมเกษตรฯ-พาณิชย์
นายเจริญ กล่าวว่า เอกชนมีความคาดหวังว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง และได้ทีม ครม.เศรษฐกิจมืออาชีพมาขับเคลื่อนนโยบาย ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความผันผวน พร้อมหวังให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเพียงพอในการบริหารประเทศ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเดียวก็ได้ สส.เกือบ 200 เสียงแล้ว ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเกษตร เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี หากต้องการยกระดับเศรษฐกิจภาคเกษตร โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และอ้อย จำเป็นต้องให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ทำงานสอดประสานกันภายใต้ทิศทางเดียวกัน เพราะฝ่ายผลิตต้องรู้ว่าตลาดต้องการอะไร ขณะเดียวกันฝ่ายตลาดก็ต้องมีสินค้าที่ตอบโจทย์ได้จริง ซึ่งการรวมทิศทางนโยบายมีความสำคัญมาก ในยุคที่การแข่งขันในตลาดโลกมีความรุนแรง
ส่วนนโยบาย Barter Trade โดยใช้สินค้าเกษตรศักยภาพของไทย เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนทางการค้าแทนการใช้เงินสดเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกับประเทศคู่ค้า ลดภาระงบประมาณ และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตของเกษตรกรไทย มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลสำเร็จหรือไม่ เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ใช่รูปแบบการค้า แต่คือความสามารถในการแข่งขันของสินค้า หากข้าวไทยมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการตลาด และต้นทุนแข่งขันได้ ก็สามารถทำการค้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายปกติหรือการแลกเปลี่ยนสินค้า ตราบใดที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
“หัวใจคือเราต้องทำให้ข้าวของเราแข่งกับคนอื่นได้ ถ้าสินค้าดี ตลาดต้องการ ก็ไปได้หมด ไม่ว่าจะใช้กลไกแบบไหน ซึ่งการพัฒนาการผลิตและการตลาดให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน คือกุญแจสำคัญในการนำข้าวไทยฝ่าวิกฤตการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”
ส่งออกครึ่งแรกชะลอตัวทุกตลาด
ด้านสถานการณ์ส่งออกข้าวไทย จากข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า เดือนมกราคม 2569 ส่งออกข้าวประมาณ 0.56 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 6.67 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากปริมาณข้าวในตลาดโลกมีมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดียซึ่งมีราคาส่งออกถูกกว่าไทย ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยยังคงแข็งค่า ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง
อีกทั้งความต้องการนำเข้าข้าวของประเทศผู้นำเข้าสำคัญมีแนวโน้มลดลง จากการที่ผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ผู้นำเข้าชะลอการนำเข้าเพื่อให้ผ่านพ้นวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน และคาดการณ์ว่าราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง จึงยังชะลอการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 สมาคมฯ คาดว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7 ล้านตัน โดยครึ่งปีแรกยังไม่มีปัจจัยบวกชัดเจน เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าหลักอย่างฟิลิปปินส์ควบคุมการนำเข้าเพื่อพยุงราคาภายในประเทศ ขณะที่อินโดนีเซียประกาศไม่นำเข้า ส่งผลให้ตลาดหายไปราว 4–5 ล้านตัน ขณะเดียวกันราคาข้าวขาว 5% ของไทย (ประเภทที่ส่งออกมากที่สุด) ยังสูงกว่าคู่แข่งราว 40–50 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้คำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัว
ตลาดหอมมะลิไทยในสหรัฐน่าห่วง
ส่วนการแข่งขันในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักของข้าวหอมมะลิไทย ไทยต้องเสียภาษีนำเข้า 19% ทำให้ราคาข้าวแพงกว่าข้าวหอมของคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชาประมาณ 300–400 ดอลลาร์ต่อตัน ระยะยาวอาจทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาด หากไม่เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ เพิ่มระบบชลประทาน และควบคุมปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยา ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพราะปัจจุบันไทยมีพื้นที่ชลประทานเพียงราว 20% ต่ำกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่เพียงประมาณ 450 กิโลกรัมต่อไร่ ต่ำที่สุดในโลก
“ถ้าไม่แก้ตรงนี้ รายได้ชาวนาไม่มีทางดีขึ้น ขณะที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มผลผลิตในประเทศเพื่อลดการนำเข้า แม้แต่ในแอฟริกาก็ปลูกข้าวมากขึ้น ดูอย่างอินเดีย วันนี้ส่งออกได้กว่า 22 ล้านตันต่อปี ทั้งที่เมื่อก่อนตามหลังเรา เพราะรัฐบาลเขาพัฒนาพันธุ์ข้าว ระบบน้ำ และอุดหนุนปัจจัยการผลิตให้ต้นทุนต่ำ”
อุดหนุนปีละแสนล้าน ไม่แก้โครงสร้าง
นายเจริญ ยังตั้งคำถามว่า หากไทยยังใช้งบอุดหนุนเกษตรกรปีละหลักแสนล้านบาทโดยไม่แก้โครงสร้างการผลิต ก็ไม่เกิดประโยชน์ระยะยาว แม้กรมการข้าวจะมีพันธุ์ข้าวนับพันพันธุ์ แต่ทำไมชาวนาไม่เลือกปลูก และเหตุใดวันนี้จึงหันไปใช้พันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
สำหรับค่าเงินบาท สมาคมต้องการเห็นความผันผวนน้อยลง และเคลื่อนไหวใกล้เคียงคู่แข่ง เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถตั้งราคาได้อย่างมั่นใจ โดยช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา หลังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น
นายเจริญ กล่าวทิ้งท้ายถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า ปัจจุบันกลไกตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ไม่มีใครตั้งใจกดราคา แต่ความท้าทายคือการแข่งขันที่รุนแรง หากไม่เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว ลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ต่อไร่ ประเทศจะยังต้องใช้งบประมาณอุดหนุนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่ทางออกระยะยาว ดังนั้นทางรอดของข้าวไทยไม่ใช่แค่รูปแบบนโยบายหรือกลไกการค้า แต่คือการทำให้ข้าวของเราแข็งแรงพอจะยืนอยู่ในตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,174 วันที่ 12 - 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569