thansettakij
'ดร.อัทธ์' ชี้จีดีพี Q4 พุ่งแรง "ผิดปกติ" แนะภูมิใจไทย คุมพาณิชย์ควบเกษตรฯ ถ้าอยากเห็น ศก.โต 3%

'ดร.อัทธ์' ชี้จีดีพี Q4 พุ่งแรง "ผิดปกติ" แนะภูมิใจไทย คุมพาณิชย์ควบเกษตรฯ ถ้าอยากเห็น ศก.โต 3%

16 ก.พ. 2569 | 09:13 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 09:30 น.

นักวิชาการอิสระมอง GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% เป็นภาพที่เหนือความคาดหมาย ตั้งข้อสังเกตแรงขับเคลื่อนบางตัวใหญ่เกินจริง ชี้การโตช่วงไตรมาส 4 ผิดปกติ และปี 2569 ยังเสี่ยงวนอยู่กรอบต่ำ หากไม่แก้ปัญหาโครงสร้างเชิงลึก แนะรัฐบาลภูมิใจไทยหากหวังดันเศรษฐกิจโตแตะ 3%

KEY

POINTS

  • ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ชี้ว่าการเติบโตของ GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่พุ่งสูงถึง 2.5% เป็นเรื่อง “ผิดปกติ” เนื่องจากสวนทางกับปัจจัยลบและความรู้สึกในตลาด ณ เวลานั้น
  • เสนอแนะให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ควบคุมดูแลทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 3% ตามเป้าหมาย
  • การบริหารสองกระทรวงควบคู่กันจะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงการผลิตภาคเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ย้ำว่าการจะทำให้เศรษฐกิจโตเกิน 3% อย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศควบคู่ไปกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หรือเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดไว้เพียง 2% หลังไตรมาส 4/2568 ขยายตัวถึง 2.5% ส่งผลให้ทั้งปีเร่งตัวขึ้นชัดเจน พร้อมกันนี้ได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ใหม่เป็นช่วง 1.5–2.5% ค่ากลาง 2% จากเดิม 1.2–2.2% (ค่ากลาง 1.7%)

รายงานระบุว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาส 4 มาจากการส่งออกที่ขยายตัว 5.6% การบริโภคภาคเอกชน 3.3% การอุปโภคภาครัฐ 1.3% และการลงทุนรวม 8.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวสูงถึง 13.3% ขณะที่ภาคการผลิตเติบโตทุกสาขา ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม ที่พักแรมและบริการ การค้า ขนส่ง และก่อสร้าง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขจีดีพีขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ถือว่า “เหนือความคาดหมายมาก” เนื่องจากก่อนหน้านี้ สศช.เคยประเมินไว้ราว 2% ขณะที่ IMF คาดไว้ประมาณ 2.1% และส่วนตัวประเมินไว้เพียง 1.9–2.1% โดยรวมปัจจัยน้ำท่วมภาคใต้และความไม่แน่นอนทางการเมืองเข้าไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขจะขยายตัวทุกองค์ประกอบ แต่บางส่วนขัดแย้งกับความรู้สึกในตลาด โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ในความเป็นจริงยังทรงตัว อีกทั้งข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ต่ำกว่าปีก่อน จึงทำให้เกิดคำถามต่อแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงความผันผวนทางการเมืองจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามปกติควรกระทบความเชื่อมั่น แต่ตัวเลขไตรมาส 4 กลับเร่งตัวขึ้นอย่างมาก

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

“ผมมองว่าการโต 2.5% ในไตรมาส 4 ถือว่าผิดปกติ เพราะ 3 ไตรมาสก่อนหน้าชะลอลงต่อเนื่อง” ดร.อัทธ์ระบุ

ในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ดร.อัทธ์ชี้ว่า จีดีพีไทยปี 2568 ยังเติบโตต่ำสุดในอาเซียน (ไม่รวมเมียนมา) ขณะที่ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ขยายตัวเฉลี่ย 4–6% จึงสะท้อนว่าไทยยังติดกับดักการเติบโตต่ำ (Low Growth Trap) แม้ตัวเลขปี 2568 จะเกินคาดก็ตาม

สำหรับปี 2569 ที่ สศช.ประเมินค่ากลาง 2% มองว่าเมื่อฐานปี 2568 อยู่ที่ 2.4% การลดลงมาเหลือ 2% สะท้อนแรงส่งที่อ่อนตัว และหากไม่มีมาตรการใหม่ที่ชัดเจน เศรษฐกิจไทยอาจยังวนอยู่ในกรอบ 2–2.5%

ประเด็นที่น่าจับตาคือ นโยบายของ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยประกาศว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะผลักดัน GDP ให้ขยายตัวไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี ประเมินว่า “มีโอกาส” แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลต้องกำกับดูแลทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเชื่อมการผลิตกับการตลาดอย่างบูรณาการ

“ที่ผ่านมาเกษตรผลิตโดยไม่รู้ตลาด ส่วนพาณิชย์ทำตลาดโดยไม่สอดคล้องกับการผลิต หากรวมกันได้จะเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ” ดร.อัทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี มองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นชัดในปัจจุบัน เช่น คนละครึ่งพลัส ยังไม่เพียงพอ หากต้องการดัน GDP แตะไม่ต่ำกว่า 3% อย่างยั่งยืนตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพการผลิตถดถอย ปัญหาแรงงานลดลง ศักยภาพการส่งออกที่ด้อยกว่าเพื่อนบ้าน เสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาคอร์รัปชัน

โจทย์ใหญ่ที่สุดคือโครงสร้างประชากร ปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุราว 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มลดลงจาก 40 ล้านคน เหลือราว 35 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า

“ถ้าไม่แก้ที่รากฐาน เศรษฐกิจไทยก็จะวนอยู่แค่ 2–2.5% การกระตุ้นอย่างเดียวเหมือนแต่งหน้า ล้างออกก็เหมือนเดิม” ดร.อัทธ์ กล่าว พร้อมย้ำว่า การผลักดันให้โต 3% ต้องอาศัยทั้งการปฏิรูปโครงสร้าง การเร่งทำ FTA เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และสร้างเสถียรภาพทางการเมืองควบคู่กันไป

ดังนั้นภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ GDP ปี 2568 จะขยายตัวเกินคาดที่ 2.4% แต่เส้นทางสู่ 3% ยังเป็นโจทย์ท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือ ท่ามกลางแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย