thansettakij
เจาะนโยบาย ภายใต้รัฐบาลสีธงชาติ 'น้ำเงินผนึกแดง' 297 เสียง พลิกเศรษฐกิจ

เจาะนโยบาย ภายใต้รัฐบาลสีธงชาติ 'น้ำเงินผนึกแดง' 297 เสียง พลิกเศรษฐกิจ

16 ก.พ. 2569 | 05:40 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 07:34 น.

วิเคราะห์เจาะลึกคาดการณ์นโยบายรัฐบาล "รหัสสีธงชาติ" 297 เสียง เมื่อน้ำเงินผนึกแดง ชูนโยบาย 'คนละครึ่งพลัส' เตรียมพบกับการลดค่าไฟ-ค่ารถเมล์, เติมรายได้และยกระดับสวัสดิการตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึงผู้สูงอายุ พร้อมมาตรการแก้หนี้เกษตรกรและ SMEs

KEY

POINTS

  • รัฐบาลผสม "สีธงชาติ" 297 เสียง นำโดยพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย เตรียมหลอมนโยบายจากพรรคต่างๆ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
  • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้สินเป็นวาระสำคัญ ประกอบด้วยโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ และ "คนไทยไร้จน" เพื่อเพิ่มรายได้และล้างหนี้
  • เร่งลดค่าครองชีพผ่านนโยบายเร่งด่วน เช่น ลดค่าไฟฟ้า และผลักดันค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ
  • ยกระดับสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ พร้อมพัฒนาภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยี AI และปฏิรูปกองทัพสู่ระบบทหารอาสา

ในบริบทการเมืองไทยที่กำลังมุ่งหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามสูตร "สีธงชาติ" ซึ่งข้อมูลล่าสุด เป็นการรวมตัวกันของ 15 พรรคการเมือง รวมเสียงได้ 297 เสียง นำโดย พรรคภูมิใจไทย (193 เสียง) และ พรรคเพื่อไทย (74 เสียง) เสริมทัพด้วยพรรคขนาดกลางและเล็กอีกหลายพรรค รวม 297 เสียง ประกอบด้วย

  • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
  • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
  • พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง
  • พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง
  • พรรคประชาชาติ 5 เสียง
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
  • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

และพรรค 1 เสียงอีก 7 พรรค ได้แก่

  • พรรคประชาธิปไตยใหม่
  • พรรคใหม่
  • พรรครวมใจไทย
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี
  • พรรครวมพลังประชาชน
  • พรรคมิติใหม่ 
  • พรรคโอกาสใหม่

ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมความน่าสนใจอยู่ที่การ "หลอมรวม" นโยบายหาเสียงที่พรรคการเมืองต่างๆแจ้งต่อ กกต. เคยสัญญาไว้กับประชาชนให้กลายเป็นนโยบายรัฐบาลที่จับต้องได้จริง หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้การรับรองผลอย่างเป็นทางการ ประชาชนจะได้เห็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงประเทศในด้านต่างๆ ดังนี้

ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้

รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญสูงสุดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่ "พรรคภูมิใจไทย" หาเสียงในช่วงของการเลือกตั้ง โดยจะส่งนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อให้ร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินงบประมาณกว่า 44,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ต้องจับตานโยบายแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและรายได้ ที่ "พรรคเพื่อไทย" ต้องการผลักดันนโยบาย "คนไทยไร้จน" ที่ตั้งเป้าเติมรายได้ให้ทุกครัวเรือน ควบคู่ไปกับการล้างหนี้เสีย หนี้เกษตรกร และหนี้นอกระบบอย่างเบ็ดเสร็จ 

ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานและระบบขนส่ง

หนึ่งใน "Quick Win" ที่ประชาชนจะได้เห็นทันทีคือการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ที่พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก ซึ่งจะช่วยลดภาระให้คนไทยกว่า 22 ล้านครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านนโยบาย "มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า" ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียวและลดมลพิษ PM 2.5

เสริมด้วยนโยบายจากพรรคเพื่อไทยที่จะผลักดัน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ในกรุงเทพฯ เพื่อลดต้นทุนการเดินทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าพรรคใดจะได้ดูแลกระทรวงคมนาคม

สวัสดิการถ้วนหน้าเด็ก-ผู้สูงอายุ-คนพิการ

รัฐบาลชุดนี้จะสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยได้รับอิทธิพลจากนโยบายของหลายพรรคร่วม แต่ทั้งนี้ต้องจับตาว่าพรรคใดจะได้เข้าไปดูแลกระทรวงในกลุ่มสาธารณสุขและสังคม

แต่ที่โดดเด่นและอาจจะเป็นไปได้คือการเสริมด้วยการสร้างระบบดูแลถึงบ้านผ่านนโยบาย "พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนีั้ในกลุ่มดูแลเด็กและสตรี ต้องติดตามนโยบายสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าและมารดาประชารัฐ จากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคไทยสร้างไทย จะให้เงินอุดหนุนตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 7 ปี

ส่วนการดูแลผู้สูงอายุ อาจจะได้เห็นการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 1,000 ถึง 3,000 บาท ภายใน 4 ปี ตามแนวทางของพรรคประชาชาติ ส่วนกลุ่มเปราะบางพรรคไทยสร้างไทยจะผลักดันการเพิ่มเบี้ยผู้พิการเป็น 3,000 บาทต่อเดือน

การยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและ AI

พรรคเพื่อไทยจะนำนโยบาย "ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%" และการใช้ AI เข้ามาช่วยยกระดับการผลิต ขณะที่ภูมิใจไทยเน้นการเพิ่มรายได้ผ่านนโยบายเฉพาะกลุ่ม เช่น การแก้ปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มให้เป็นธรรม

นอกจากนี้ พรรคประชาชาติจะเดินหน้า "กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ" ในพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับสันติภาพ

ความมั่นคงและระบบราชการยุคใหม่

ภาพลักษณ์ใหม่ของกองทัพจะเปลี่ยนไปสู่ระบบ "ทหารอาสา" แทนการเกณฑ์ทหาร โดยเน้นความสมัครใจและให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสร้าง "กำแพงชายแดน" เพื่อป้องกันภัยรุกรานและปัญหายาเสพติด ในด้านการบริหาร รัฐบาลจะชูจุดขาย "รัฐมนตรีมืออาชีพ" และการนำ AI เข้ามาช่วยในระบบสาธารณสุข (30 บาท รักษาทุกที่ด้วย AI) และระบบราชการเพื่อลดขั้นตอนและโปร่งใส

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องเกาะติดกันต่อไปว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาล 297 เสียงนี้ จะจบลงอย่างไร สังคมยังคงให้ความสนใจกับ "พรรคกล้าธรรม" ที่สุดท้ายจะเป็นอย่างไร และดีลการจัดตั้งรัฐบาลจะจัดสรรโควตาแต่ละกระทรวงให้พรรคร่วมรัฐบาลจะไปในทิศทางใด