thansettakij
‘เอกนิติ’ หวังจีดีพีปีนี้ โต 3 พลัส ดันลงทุน หนุนรถยนต์เศรษฐกิจวิ่งเร็วขึ้น

‘เอกนิติ’ หวังจีดีพีปีนี้ โต 3 พลัส ดันลงทุน หนุนรถยนต์เศรษฐกิจวิ่งเร็วขึ้น

16 ก.พ. 2569 | 05:26 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 05:30 น.

‘เอกนิติ’ วางเป้าปีนี้ จีดีพีโต 3 พลัส ดันลงทุนต่อเนื่อง หนุนรถยนต์เศรษฐกิจวิ่งเร็วขึ้น หลังไตรมาส 4 ปี 68 ‘การลงทุน’ พุ่ง 8.1% จับตาความผันผวนเศรษฐกิจโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เกิน 2% โดยตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายที่จะผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้มากกว่า 3% หรือ "3 พลัส" ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาสนับสนุนหลัก คือ การผลักดันการลงทุนที่ต่อเนื่องจากช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เปรียบเสมือนขณะนี้เศรษฐกิจไทยคือ "คนป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ว" แต่ขั้นตอนต่อไปคือการออกกำลังกายและสร้างความแข็งแรงเพื่อให้กลับมาวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง

“ในฐานะ หมอเอก เรารู้แล้วว่าเรานำคนป่วยออกจาก ICU แล้ว แต่จะทำให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งได้ เราต้องกำลังกายและทำให้ร่างกายแข็งแรง จะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ซึ่งเราหวังว่าจีดีพีปี 2569 จะขยายตัวได้ 3 พลัส โดยเรางัดรถยนต์พ้นจากหล่มแล้ว และแผนต่อไป คือ จะทำให้รถยนต์วิ่งได้เร็วขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนต่อเนื่อง”  

สำหรับไตรมาส 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.5% สูงกว่าการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เคยมองไว้เพียง 1.8% ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เศรษฐกิจพ้นจากภาวะชะลอตัวและสร้างโมเมนตัมบวกในปี 2569 นี้ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการลงทุน ซึ่งภาพรวมการลงทุนขยายตัวได้ 8.1% แบ่งเป็น การลงทุนภาครัฐ ที่ขยายตัวได้ 13% และส่งผลต่อเนื่อง ให้เอกชนเกิดความมั่นใจและลงทุนตามไปด้วย ทำให้การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวได้ 6%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“เมื่อภาครัฐนำร่อง จะส่งผลให้เอกชนเกิดความมั่นใจและลงทุนตาม และรวมถึงการใช้มาตรการ BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกสิ่งกีดขวาง และเร่งให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วขึ้น”

นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ของปี 2568 ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งขยายตัวสูงถึง 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงสามไตรมาส 1-3 ที่เฉลี่ยเพียง 2.5% โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส เที่ยวดีมีคืน และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ที่ออกมา 2.5% ส่งผลให้รายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ของไทยเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ถึง 300,000 ล้านบาท สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี”

ในด้านความเชื่อมั่นระดับสากล สถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือ S&P (Standard & Poor's) ยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการคลังและเศรษฐกิจของไทยจากการประเมินเมื่อเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีที่ผ่านมายังคงเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 3.1% ของ GDP สะท้อนถึงศักยภาพด้านต่างประเทศที่ยังแข็งแกร่ง