KEY
POINTS
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและพืชผักอินทรีย์บนพื้นที่สูง พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย การขยายการรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงและพืชผักอินทรีย์ โดยบูรณาการความร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับมาตรการลดการเผา และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาคเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่สูงในปัจจุบัน ต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน โดยกรมวิชาการเกษตรให้ความสำคัญกับการ ส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนและพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง เพื่อทดแทนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่สูง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ติดตามกระบวนการผลิตผักปลอดภัย ตั้งแต่การคัดตัดแต่งผลผลิต การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว รับฟังสถานการณ์การผลิต การตลาด รวมถึงการดำเนินงานด้านการรับรองมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน เพิ่มมูลค่า และสร้างทางเลือกให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่รูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้รับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ 4 กลุ่ม ได้แก่ สหกรณ์ผักปลอดภัยภูทับเบิก กลุ่มเกษตรกรปลูกผักอินทรีย์บ้านป่ายาบพัฒนา กกสะทอน กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์บ้านหมากแข้ง และกลุ่มเกษตรกร GAP บ้านหมากแข้ง
โดยได้สะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการผลิตผักปลอดภัยให้ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการลดการเผาในพื้นที่ และการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM2.5
จากนั้น ได้เดินทางไปยังแปลงต้นแบบบ้านนาสะอุ้ง หมู่ที่ 17 ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแปลงผลิตพืชในระบบฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ บนพื้นที่ปลูก 2 ไร่ ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,046 เมตร
โดยมีการปลูกพืชผสมผสาน ได้แก่ กาแฟอะราบิกา อะโวคาโด และมะคาเดเมีย เป็นตัวอย่างของการ ปลูกพืชทดแทนบนพื้นที่สูง ที่ช่วยใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดความจำเป็นในการเผา และเป็นต้นแบบการต่อยอด “ภูทับเบิกโมเดล” สู่พื้นที่ใกล้เคียง
พร้อมกันนี้ ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์กาแฟพรีเมียม กาแฟอัตลักษณ์จากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาระบบการผลิตที่เชื่อมโยงตั้งแต่การปลูก การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรบนพื้นที่สูง
นายรพีภัทร์ ยังได้มอบนโยบายและแนวทางการทำงานแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 พร้อมหน่วยงานเครือข่าย โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตรมาใช้ปรับระบบการผลิต ลดการเผาในภาคเกษตร แก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน
รวมถึงยกระดับเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงตามแนวคิด “ตลาดนำการวิจัย” เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูง ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร และแก้ปัญหา PM2.5 ในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม