thansettakij
เปิดแผน สทนช. ดันเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 1.6 แสนล้าน ลดเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ

เปิดแผน สทนช. ดันเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 1.6 แสนล้าน ลดเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ

08 ก.พ. 2569 | 06:59 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.พ. 2569 | 07:02 น.

“ชยันต์ เมืองสง” โชว์วิสัยทัศน์ เปิดแผน สทนช. ดันเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 1.6 แสนล้าน ลดเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล

KEY

POINTS

  • สทนช. เตรียมผลักดันเมกะโปรเจกต์ "คลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย" ด้วยงบประมาณราว 1.6 แสนล้านบาท
  • โครงการมีเป้าหมายเพื่อผันน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยาออกสู่ทะเลโดยตรง เพื่อลดภาระของแม่น้ำเจ้าพระยา
  • สามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และปริมณฑลได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ตั้งเป้าเสนอโครงการเพื่อบรรจุในแผนงบประมาณประจำปี 2570

ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของสภาพอากาศและความเสี่ยงภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและทันต่อสถานการณ์จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายชยันต์ เมืองสง”  เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้สะท้อนมุมมอง แนวคิด และทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานด้านน้ำในการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูแล้ง พร้อมถอดบทเรียนและมาตรการเชิงรุกแก้น้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในฤดูแล้งให้กับประชาชนและภาคส่วนต่างๆได้อย่างน่าสนใจ

 

น้ำต้นทุนสูง-ฤดูแล้งน้ำมีเพียงพอ

นายชยันต์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้น้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ในระดับดี เมื่อเทียบกับปีก่อนพบว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นราว 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้สถานการณ์น้ำในฤดูแล้งปี 2569ไม่น่าเป็นห่วงนัก เนื่องจากหลายพื้นที่ยังมีน้ำต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม หน่วยพยากรณ์อากาศคาดว่า สภาพอากาศจะอยู่ในภาวะเป็นกลางช่วงหนึ่ง ก่อนมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในระยะถัดไป จึงได้วางแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทุกหน่วยงานให้เป็นชุดเดียวกัน

เพื่อใช้คาดการณ์และกำหนดแผนใช้น้ำครอบคลุมทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมอย่างรอบด้าน ควบคู่กับ 8 มาตรการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แนวคิด “ป้องกันมากกว่าแก้ไข” โดยเตรียมผันน้ำจากแหล่งต่าง ๆ เข้าไปช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า

 

เปิดพื้นที่เสี่ยงแล้ง-EECไม่น่าห่วง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงในช่วงฤดูแล้งปี 2568/2569 แบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ด้านอุปโภคบริโภค พบพื้นที่เสี่ยงในเขตบริการการประปาส่วนภูมิภาค 16 สาขา ใน 18 จังหวัด และนอกเขตบริการประปาภูมิภาคอีก 1 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ ในพื้นที่อำเภอทับสะแก 5 ตำบล ได้แก่ เขาล้าน นาหูกวาง ทับสะแก ห้วยยาง และแสงอรุณ, 2.ด้านการเกษตร จากการวิเคราะห์สมดุลน้ำรายตำบล พบพื้นที่เสี่ยงคือนาข้าวใน 5 จังหวัด (17 อำเภอ 44 ตำบล) และพื้นที่พืชไร่พืชผักใน 5 จังหวัด (14 อำเภอ 32 ตำบล) อาทิ นครสวรรค์ใน 4 อำเภอ 9 ตำบล และพิจิตรใน 6 อำเภอ 15 ตำบล เป็นต้น และ 3. ด้านคุณภาพน้ำ เฝ้าระวังแม่น้ำสายหลักใน 22 ลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่บริการการประปาส่วนภูมิภาค 5 จังหวัด 7 สาขา และพื้นที่ในเขตการประปานครหลวง 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก นนทบุรี และสมุทรปราการ

 

เปิดแผน สทนช. ดันเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 1.6 แสนล้าน ลดเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วงฤดูแล้งปี 2568/2569 (28 ธันวาคม 2568 – 30 เมษายน 2569) มีน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในจังหวัดชลบุรีและระยอง รวม 666 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความต้องการใช้น้ำด้านเกษตรกรรม ประปา และอุตสาหกรรมรวมอยู่ที่ 334 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้คงเหลือน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ราว 332 ล้านลูกบาศก์เมตร สะท้อนว่าพื้นที่ EEC มีน้ำเพียงพอรองรับการใช้น้ำทุกภาคส่วนตลอดฤดูแล้งปีนี้

ถอดบทเรียนหาดใหญ่รับมืออนาคต

นายชยันต์ ระบุว่า แนวโน้มสภาพอากาศในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อย่างชัดเจน โดยพบปรากฏการณ์ฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น หรือที่เรียกว่า “Rain Bomb” เช่น เหตุการณ์ฝนถล่มหาดใหญ่ในระดับที่ถูกบันทึกว่าเป็นฝนที่ตกหนักสุดในรอบกว่า 300 ปี รวมถึงบางพื้นที่ในภาคใต้ที่เคยมีฝนสูงถึง 600 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการทำงานราชการของตน

เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ สทนช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมรับภัย ได้ถอดบทเรียนอุทกภัยทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ อาทิ น่าน สุโขทัย ภาคอีสาน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนกรณีหาดใหญ่ ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น JICA กระทรวง อว. และสำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อจัดทำแผนรับมือทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเฉพาะการจัดทำ “คู่มือแผนอพยพ” สำหรับประชาชน คาดว่าภายในเดือนเมษายนนี้ จะเห็นแผนเร่งด่วนด้านการคาดการณ์น้ำ การเตรียมพื้นที่อพยพ การซักซ้อมแผน และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่อย่างหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หากไม่สร้างความเชื่อมั่น อาจกระทบต่อรายได้ประเทศในวงกว้าง

 

ดันเมกะโปรเจกต์ 1.6 แสนล้าน

สำหรับในเชิงโครงสร้างระยะยาว สทนช. จะผลักดันโครงการสำคัญ โดยเฉพาะ “โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” ซึ่งมีกรอบงบประมาณราว 160,000 ล้านบาท ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์สำคัญด้านน้ำของประเทศ ซึ่งโครงการนี้จะสามารถผันน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยาออกสู่ทะเล ลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยาได้ราว 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยบรรเทาความเสี่ยงน้ำท่วมในนนทบุรี กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าบรรจุในงบประมาณปี 2570 ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี จำนวน 44,161 รายการ วงเงิน 380,760.6667 ล้านบาท ได้มีการเสนอผ่านคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปแล้ว แต่ ครม. มีมติให้ดึงกลับมาทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

“ในปี 2569 และในระยะต่อไป ประเทศไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในรูปแบบของน้ำท่วมฉับพลัน ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งที่อาจเกิดสลับกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,173 วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569