

KEY
POINTS
นายเมธี รัมภาสกุล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เปิดปี 2569 มา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกไปแล้ว หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 73,860 บาท (อิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 27 ม.ค. 68 เวลา 14.24 น.)
และเชื่อว่ามีโอกาสที่จะทะยานขึ้นไปแตะระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 81,250 บาท) ได้ต่อ จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และแนวโน้มเงินเฟ้อ จากปัจจุบันที่ราคาทองคำขยับขึ้นมาแตะที่ระดับ 5,118 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ณ เวลา 14.27 น.) หรือคิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 75,610 บาท
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากสิ่งที่เรียกว่า 'Debasement trade' นักลงทุนกังวลกับสกุลเงินอัตราแลกกเปลี่ยนที่กำลังเสื่อมค่าจึงแห่ขายเงินเฟียตไปพักเงินในทองคำที่มองว่ายังมีความสามารถในการรักษามูลค่า
จากกระแสการคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นในการหนุนค่าเงินเยน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ และนโยบายที่ไม่แน่นอนของทรัมป์และเป็นปัจจัยผลักดันราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ราคาทองคำปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 68 ซึ่งปรับตัวเพิ่มกว่า +65% จึงต้องกลับไปมองก่อนว่าในปี 68 เกิดปัจจัยอะไรขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การมาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภายใต้ ทรัมป์ การบริหารนโยบายของสหรัฐฯ อาจมีแนวทางที่ไม่เหมือนเดโมแครต เช่นนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากสินค้าต่างประเทศและที่สำคัญคือปรับขึ้นหลายๆประเทศทำให้เกิดความกังวล ซึ่งหนุนทองคำ
หากมองไปยังข้างหน้าก็เชื่อว่าทรัมป์ยังมีแนวทางบริหารสหรัฐฯด้วยการสร้างความปั่นป่วนต่างๆทองคำภายใต้ทรัมป์จึงมีแนวโน้มค่อยๆปรับขึ้น (ระหว่างทางอาจปรับฐานบ้าง) แต่ยังเชื่อแนวโน้มขาขึ้น โดยแนะจับตาทั้งการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) , เศรษฐกิจสหรัฐฯ และการเลือกตั้งกลางเทอม หากเสียฐานเสียงให้กับเดโมแครตอาจเป็นปัจจัยกดดันทองคำ
เสน่ห์ของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยนั้น ยังดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการรับมือกับความไม่แน่นอน ทองคำเปรียบเสมือนสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อมั่น อีกทั้งทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด การร่วงลงของตลาดที่ไม่คาดฝัน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้น
มองว่าในปี 2569 อาจเป็นอีกปีที่ระดับราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นเมื่อมีการปรับตัวขึ้นติดต่อกันในช่วงสามปีที่ผ่านมาหากว่ากระแสความไม่แน่นอนทั่วโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นภายใต้การบริหารงานของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนันด์ ทรัมป์ ทองคำก็น่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดสินทรัพย์หนึ่งของโลก
ดังนั้นแล้ว การมีทองคำกำไว้ให้แน่นเมื่อสถานการณ์เวลานี้นักลงทุนทั่วโลกมักนำเงินไปสะสมเป็นทองคำแทนส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันความเสี่ยงการเสื่อมค่าของเงิน ประกอบกับราคาทองคำดีดตัวขึ้นแรงมาจากกระแสการเก็งกำไรทองคำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ธนาคารกลางรัสเซียเข้าซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศและลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโรเพราะว่าถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรและอายัดสินทรัพย์จากกรณีสงครามในยูเครน
โดยสรุปแล้วทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สภาพคล่องสูงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สถานะทางการเงินในความหมายคือทองคำยังคงเป็นพระเอกในโลกการลงทุนตราบเท่าที่ภัยอันตรายยังไม่สิ้นสุดลงภายในเร็ววัน
กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาทองคำโลกที่ปรับตัวทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการทำสถิติสูงสุดใหม่ในเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าโลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นองค์ประกอบถาวรของระบบการลงทุน
การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรระยะสั้น หากเป็นผลลัพธ์ของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ความไม่มั่นคงด้านดุลอำนาจ และการใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์
แม้ราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่อาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรจากตลาดเป็นระยะ นักลงทุนจึงควรรอโอกาสเข้าซื้อในช่วงที่ราคาย่อตัวลง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 5,000 และ 4,935 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (หรือเทียบเป็นราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ 74,500 และ 73,500 บาท)
ขณะที่เป้าหมายราคาทองคำในปี 2569 อยู่ที่ระดับ 5,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเทียบเป็นราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ 81,000 บาท (คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ 31.50 บาท/ดอลลาร์)
ปี 2569 นี้ โลกกำลังอยู่ในภาวะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่และเชื่อมโยงถึงกันในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน การค้า ภาวะเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นหรือเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ
ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับมุมมองจากการแสวงหาผลตอบแทน ไปสู่การปกป้องความมั่นคงของพอร์ตการลงทุนเป็นลำดับแรก
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การที่ราคาทองคำทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงไม่ใช่ปลายทางของรอบขาขึ้น แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดการเงินกำลังเข้าสู่โหมดใหม่ที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นองค์ประกอบถาวรของระบบการลงทุน
ดังนั้น ทองคำจึงเปลี่ยนบทบาทจากสินทรัพย์หลบภัยซึ่งป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤต ไปสู่การเป็นสินทรัพย์หลักที่นักลงทุนใช้สร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ