thansettakij
'ศุภจี' ชี้โลกแตกขั้ว แต่ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แทรกซัพพลายเชนรับมือภาษีสหรัฐฯ

'ศุภจี' ชี้โลกแตกขั้ว แต่ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แทรกซัพพลายเชนรับมือภาษีสหรัฐฯ

28 ม.ค. 2569 | 11:15 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 11:19 น.

ท่ามกลางโลกที่แตกขั้วและสงครามการค้า 'ศุภจี' ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เร่งขยับเชิงรุก แทรกตัวเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในซัพพลายเชนโลก จับตาการใช้ FTA ให้คุ้ม เจรจา Reciprocal Tariff สหรัฐฯ คุมความเสี่ยงส่งออกที่คิดเป็น 10% ของ GDP

KEY

POINTS

  • นางศุภจีมองว่าท่ามกลางความขัดแย้งที่โลกแบ่งขั้วมากขึ้น ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ควรวางตัวเป็นกลางและสามารถเจรจากับทุกฝ่ายได้
  • เสนอให้ปรับยุทธศาสตร์การค้าเชิงรุก โดยแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศคู่ค้า เพื่อสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรอง
  • กลยุทธ์การเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนจะช่วยรับมือแรงกดดันทางการค้า โดยเฉพาะการเจรจาเรื่องภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงานสัมมนา “ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้” ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนสูง เห็นได้ชัดตั้งแต่ต้นปีเพียง 28 วันแรก ก็เกิดเหตุการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันทั่วโลกมีจุดความขัดแย้งมากกว่า 60 จุด

ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้เครื่องมือที่ตนมีอย่างเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ขนาดประเทศ หรือเทคโนโลยี เพื่อกดดันให้ประเทศอื่นต้อง 'เลือกข้าง' ขณะเดียวกันก็มีบางประเทศที่พยายามรวมกลุ่มเพื่อถ่วงดุลอำนาจ

อย่างไรก็ตาม นางศุภจีมองว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ต้องปรับตัวด้วยการทบทวนโมเดลการค้าและระบบเศรษฐกิจให้สอดรับกับโลกใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือการวางยุทธศาสตร์เชิงรุก ไม่ใช่แค่เจรจาการค้า แต่ต้องมองให้ลึกว่าไทยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานของประเทศคู่ค้าได้อย่างไร

ซัพพลายเชนไม่ใช่แค่ขายของแล้วจบ แต่ต้องรู้ว่าสินค้าหรือบริการของเราถูกนำไปต่อยอดอะไร หากเรากลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เขาขาดไม่ได้ สถานะทางการค้าของเราจะมั่นคงขึ้น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

หลักคิดสำคัญ คือการสร้าง 'ประโยชน์ร่วม' ไม่ใช่ประโยชน์ฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าเดินหน้าได้ไกลและยั่งยืนมากกว่า โดยนอกจากการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) แล้ว ไทยยังมี FTA รวม 17 ฉบับ แต่ใช้ได้จริงเพียง 14 ฉบับ และอีก 3 ฉบับอยู่ระหว่างการทำให้มีผลบังคับใช้

ข้อมูลจากการหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน 930 บริษัท แต่เป็นผู้ส่งออกเพียง 357 บริษัท และในจำนวนนี้ มีบริษัทที่ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA แค่ 193 บริษัท หรือราว 50% สะท้อนว่า ยังมีช่องว่างในการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงที่ไทยมีอยู่

ขณะเดียวกันไทยยังเตรียมเดินหน้าเจรจา FTA ใหม่เพิ่มเติม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลีใต้ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญา แต่ต้องทำให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับประเด็น Reciprocal Tariff กับสหรัฐฯ นางศุภจีระบุว่า ไทยได้เริ่มเจรจาก่อนเข้ารับตำแหน่ง และมีการหารืออัตราภาษีตอบโต้ที่ระดับ 19% ซึ่งใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในช่วง 19-20% ถือเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ GDP

หากการเจรจาไม่สำเร็จ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ปีที่ผ่านมาเกิดการเร่งส่งออกก่อนที่เงื่อนไขภาษีนำเข้าจะมีความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากนอกเหนือจากอัตราภาษีแล้ว ยังมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) หรือ Art Tech อีกหลายประเด็น เช่น มาตรฐานสินค้า กฎระเบียบการนำเข้า การเปิดให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามาลงทุน 100% รวมถึงสินค้าบางประเภทที่ยังไม่สามารถเปิดนำเข้าได้ ซึ่งทีมเทคนิคของทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจา

โลกไม่เหมือนเดิม และเราไม่อาจกำหนดทิศทางโลกได้ สิ่งที่ไทยต้องทำคือวางตัวให้อยู่ในสถานะที่คุยกับใครก็ได้ ใช้ FTA ที่มีเป็นแต้มต่อ และเน้นการสร้างประโยชน์ร่วมให้มากที่สุด นี่คือจุดยืนและยุทธศาสตร์ที่เราต้องเดิน