

KEY
POINTS
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในการประชุมหารือเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการและการส่งออกผลไม้ภาคตะวันออก ฤดูกาลผลิตปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางควบคุมคุณภาพผลไม้เชิงระบบ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งผลิต โรงคัดบรรจุ จนถึงกระบวนการส่งออกตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเตรียมความพร้อม การส่งออกผลไม้ภาคตะวันออก ฤดูกาลผลิตปี 2569 เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนยึด มาตรการ “4 ไม่” เป็นหลัก ได้แก่ ไม่อ่อน ไม่หนอน ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสี/ไม่มีสาร ควบคู่กับการดำเนินการให้ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริงในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันปัญหาคุณภาพและลดความเสี่ยงการตีกลับสินค้าจากประเทศคู่ค้า
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรส่งออกของไทยให้มีมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกผลไม้สดที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย
การประชุมครั้งนี้ เป็นเวทีบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนสมาคมที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิตและการส่งออกผลไม้ โดยมีหน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับสมาคมและเครือข่ายผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ สมาคมทุเรียนไทย สมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก สมาคมมังคุดไทย สมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุด สมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย
สมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย–กัมพูชา สมาคมผู้ค้าและส่งออกลำไยภาคตะวันออก สมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย–จีน สมาคมนำเข้า–ส่งออกสินค้าเกษตรไทย–จีน รวมถึงผู้แทนผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียนและลำไยในพื้นที่ภาคตะวันออก นอกจากนี้ ยังมีอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง และกงสุลฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว เข้าร่วมประชุมผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ข้อกำหนด และแนวทางการกำกับดูแลการผลิตและการส่งออกผลไม้ไทยไปยังประเทศจีนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิตและส่งออกอย่างเป็นทางการ
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภาคตะวันออกประกอบด้วยจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และลำไย รวมพื้นที่ปลูกกว่า 1.1 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิตฤดูกาลผลิตปี 2569 ประมาณ 1.5 ล้านตัน สร้างรายได้จากการส่งออกมากกว่า 150,000 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 80 ส่งออกไปยังตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการแจ้งเตือนและการตีกลับลำไยจากบางโรงคัดบรรจุ เนื่องจากการตรวจพบศัตรูพืชและสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินค่ามาตรฐาน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากขาดการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทาง จะส่งผลกระทบต่อระบบการส่งออกของประเทศในภาพรวม
กรมวิชาการเกษตรจึงได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลผลไม้ส่งออกอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะลำไยและทุเรียน ภายใต้หลัก “4 ไม่” ได้แก่
พร้อมทั้งกำชับว่า ทุกกระบวนการต้องสามารถ ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง ตั้งแต่แปลงเกษตรกร โรงคัดบรรจุ การตรวจคุณภาพ การออกใบรับรอง ไปจนถึงการส่งออก หากไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จะถือเป็นความเสี่ยงต่อทั้งระบบการส่งออก
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้บังคับใช้ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 อย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการตรวจคุณภาพทุเรียนตามมาตรฐานการตรวจรับทุเรียน (มกษ. 9070–2566) เพื่อป้องกันทุเรียนอ่อน และติดตามการแจ้งเตือนจากประเทศจีนเป็นรายกรณี (Notification) โดยเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังแหล่งผลิตและโรงคัดบรรจุ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและไม่ให้เกิดซ้ำ หากตรวจพบการฝ่าฝืน จะมีมาตรการตั้งแต่การสั่งแก้ไข ระงับการส่งออก เพิกถอนการขึ้นทะเบียนโรงคัดบรรจุ ไปจนถึงการยึดอายัดสินค้าผลไม้ที่ถูกตีกลับ เพื่อไม่ให้สินค้าไม่ได้มาตรฐานหมุนกลับเข้าสู่ระบบการค้า
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันยึด “4 ไม่” และทำให้การตรวจสอบย้อนกลับเกิดขึ้นได้จริง ผลไม้ไทยจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของตลาดจีน ลดความเสี่ยงการตีกลับสินค้า และรักษามูลค่าการส่งออกผลไม้ของประเทศให้อยู่ในระดับกว่า 150,000 ล้านบาท พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน