

KEY
POINTS
ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนการผลิตที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายกสมาคมดินและปุ๋ย ได้เปิด “คัมภีร์เพิ่มกำไร ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” แนะแนวทางยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่รายได้ที่มั่นคง โดยเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในภาคสนาม
เลิกเดาเรื่องดิน พลิกกำไรเกษตร
นายรพีภัทร์ กล่าวถึงบทบาทของสมาคมดินและปุ๋ยว่า ตระหนักดีว่า “ดิน” คือทุนชีวิต และ “ปุ๋ย” คือการลงทุน การช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน จึงต้องเริ่มจากการรู้จักดินของตนเองอย่างถูกต้อง พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจาก “การใส่ปุ๋ยตามความเคยชิน” สู่ “การจัดการธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่” (Site-Specific Nutrient Management) ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เชื่อมโยงนักปฐพีวิทยาจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการเก็บตัวอย่างดินอย่างถูกวิธี เพราะหากต้นทางคลาดเคลื่อน ผลวิเคราะห์ก็ย่อมไม่แม่นยำ
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า สำหรับแผนพัฒนาระยะต่อไป สมาคมฯ ตั้งเป้ายกระดับการทำงานให้ทันสมัยและเข้าถึงเกษตรกรในวงกว้างมากขึ้น อาทิ
สรุป ภารกิจของสมาคมฯ คือเปลี่ยนจาก “การเดา” เป็น “การวัด” เพื่อให้ทุกเม็ดปุ๋ยที่ใส่ลงไป แปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงอย่างยั่งยืน
เจาะหัวใจการทำเกษตรแม่นยำ
ภาพรวมเกี่ยวกับแนวโน้มและความจำเป็นของการปรับตัวสู่ระบบ “ปุ๋ยเฉพาะพืช/เฉพาะพื้นที่” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ในยุคปัจจุบัน เพื่อรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ เราก้าวข้ามยุคการใช้ปุ๋ยสูตรครอบจักรวาล (One-size-fits-all) ไปสู่การจัดการธาตุอาหารที่เน้น “ประสิทธิภาพสูงสุดและสูญเสียน้อยที่สุด” โดยมีแนวโน้มที่สำคัญดังนี้
การประยุกต์ใช้ในพืชเศรษฐกิจหลัก สำหรับพืชเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีในฐานะสมาคมฯ นายกสมาคมดินและปุ๋ย แนะนำสำหรับเกษตรกร คัมภีร์เพิ่มกำไร "หลัก 4 ถูก" เพื่อความยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกร: ถูกสูตร (ตรวจดินก่อนใส่): อย่าใส่ปุ๋ยตามความเคยชินหรือตามเพื่อนบ้าน แนะนำให้ส่งตัวอย่างดินตรวจที่กรมวิชาการเกษตร หรือใช้ชุดตรวจดิน (Soil Test Kit) เพื่อให้รู้ว่าดินเรา "ขาดอะไร" และ "เหลืออะไร"
"ดึงเทคโนโลยี AI มาใช้ อาทิ Digital Soil Mapping หรือ แผนที่ดินดิจิทัลที่ละเอียดระดับแปลงทั่วประเทศ ทำให้สมาคมฯ และภาครัฐสามารถแนะนำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละพื้นที่ได้ , Smart Application: การใช้โดรนพ่นปุ๋ยน้ำและปุ๋ยนาโน (Nano-fertilizers) จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้เกือบ 100% ลดการสูญเสียจากการชะล้าง และ Circular Economy: โรงงานผลิตปุ๋ยจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและนำกากของเสียจากอุตสาหกรรมอาหาร/น้ำตาลมาหมุนเวียนเป็นธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม"
อย่างไรก็ดีใน 5-10 ปีข้างหน้า "ปุ๋ยเคมีจะยังจำเป็น แต่ต้องใช้อย่างฉลาดขึ้น" โดยต้องทำงานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และเทคโนโลยีชีวภาพ ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน "การจัดการธาตุอาหารพืชอย่างยั่งยืน" ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาหารโลก