KEY
POINTS
กระแสความกังวลจากกรณีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 100% โดยอ้างเหตุผลว่าแคนาดาอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจีนเข้าสู่สหรัฐฯ ถูกจับตามองว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่การค้าโลกและประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยหรือไม่
นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย และประธานคณะกรรมการสมาคมผู้ผลิตและส่งออกเพื่อเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากมุมมองของผู้ประกอบการ ยังไม่เห็นผลกระทบเชิงบวกต่อไทยจากกรณีดังกล่าว และไม่ควรตื่นตระหนกกับคำขู่ของทรัมป์มากเกินไป
“ผมมองว่าด้านบวกคงไม่มีผลกระทบอะไร สินค้าที่เราส่งออกไปแคนาดา เขาเอาไปใช้ภายในประเทศเอง ไม่ได้ส่งต่อไปยังสหรัฐฯ เพราะแคนาดาไม่ใช่ประเทศที่เป็นทางผ่านสินค้าเหมือนดูไบ” นายหลักชัย กล่าว
ทั้งนี้ จากสถิติการค้า ผลิตภัณฑ์ยางเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปแคนาดา โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 3,700 ล้านบาท จากมูลค่าส่งออกไทยไปแคนาดาทั้งหมดราว 8.4 หมื่นล้านบาท (การค้าไทย-แคนาดา ปี 2568 มีมูลค่ารวม 1.28 แสนล้านบาท โดยไทยส่งออก 8.47 หมื่นล้านบาท นำเข้า 4.39 หมื่นล้านบาท ได้เกินดุลการค้า 4.08 หมื่นล้านบาท )ซึ่งมองว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงและไม่กระทบภาพรวมการค้าไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ประเมินว่า โอกาสที่คำขู่ขึ้นภาษีของทรัมป์จะเกิดขึ้นจริงยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยชี้ว่าพฤติกรรมของทรัมป์ในอดีตมักใช้การข่มขู่เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการค้า ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
“เราไม่ควรตื่นเต้นกับคำขู่ของทรัมป์มากเกินไป เพราะเขามักจะขู่ไปขู่มา บางครั้งมีคำสั่งออกมาแล้ว วันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนได้ ตลาดเองก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เห็นได้จากดัชนีดาวโจนส์ที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไร” นายหลักชัย กล่าว
ในมุมโครงสร้างการค้า นายหลักชัยยังชี้ว่า แคนาดาไม่ใช่คู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ เทียบเท่าจีน หากเป็นกรณีขู่ขึ้นภาษีจีนจะสร้างแรงกระเพื่อมมากกว่านี้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดายังอยู่ภายใต้กรอบความตกลง USMCA (หรือนาฟต้าเดิม) ซึ่งสินค้าหลายรายการยังคงอัตราภาษีเป็นศูนย์ ทำให้การปรับขึ้นภาษีมีรายละเอียดทางกฎหมายที่ซับซ้อน
สำหรับคำถามว่า หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีแคนาดาจริง ไทยจะมีโอกาสส่งออกสินค้าไปทดแทนในตลาดสหรัฐฯ ได้หรือไม่ นายหลักชัยมองว่ายังเป็นเรื่องที่วิเคราะห์ได้ยาก และไม่ควรตั้งความหวังบนความขัดแย้งทางการค้า
“เรื่องนี้ต้องดูรายละเอียดในสัญญาการค้าและข้อมูลจากผู้ส่งออกแต่ละราย เราไม่ควรคาดหวังผลประโยชน์จากสงครามการค้า เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก วันนี้เหมือนจะได้ประโยชน์ แต่พรุ่งนี้อาจไม่ใช่”
ในประเด็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–แคนาดา ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าสรุปการเจรจาภายในปี 2569 นายหลักชัยแสดงจุดยืนสนับสนุน โดยเห็นว่า FTA เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ส่งออกไทย แม้แคนาดาจะเป็นตลาดที่มีประชากรไม่มากนัก
“ผมสนับสนุนการทำ FTA กับทุกประเทศ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผู้นำเข้าจะได้สินค้าถูกลง ผู้ส่งออกก็ได้ตลาดเพิ่มขึ้น และไทยเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกมากกว่าการนำเข้าอยู่แล้ว”
ส่วนความกังวลว่า สหรัฐฯ อาจจับตาไทยใช้แคนาดาเป็นทางผ่านสินค้าจีน นายหลักชัยมองว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ USMCA ต้องมีแหล่งกำเนิดสินค้าที่ชัดเจน ไม่สามารถสวมสิทธิ์ได้ง่าย อย่างไรก็ดีในเกมการค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และจีน ไทยควรยืนอยู่บนจุดสมดุล
“เราต้องเดินสายกลางและเป็นมิตรกับทุกฝ่าย การค้าขายจะเอียงข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ยิ่งโลกแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจนขึ้น เรายิ่งต้องรักษาความเป็นกลางและประคองตัวให้ดี” นายหลักชัย กล่าวทิ้งท้าย