KEY
POINTS
ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองภายในอิหร่านที่สั่นคลอนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงทั่วประเทศ และการตอบโต้ด้วยกำลังจากฝ่ายความมั่นคง จนมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายพันคน
รอยเตอร์รายงานว่า เบื้องหลังของความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากประเด็นนิวเคลียร์โดยตรง แต่เชื่อมโยงกับการลุกฮือของประชาชนอิหร่าน ซึ่งเริ่มจากการประท้วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ก่อนลุกลามเป็นการท้าทายอำนาจของระบอบศาสนาที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979
ซึ่งความไม่สงบที่เกิดขึ้นในขณะนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามของทั้งอิหร่านและประเทศตะวันตก โดยมีรายงานจากเจ้าหน้าที่อิหร่านว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนประเมินว่าตัวเลขอาจสูงเกิน 2,600 คน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลเตหะรานอย่างต่อเนื่อง พร้อมขู่จะใช้ “มาตรการที่รุนแรงมาก” หากอิหร่านเดินหน้าประหารผู้ประท้วง และเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านเดินหน้าการเคลื่อนไหว โดยระบุว่า “ความช่วยเหลือกำลังมา”
ท่ามกลางความแข็งกร้าวที่เพิ่มขึ้น รอยเตอร์ยังรายงานว่า สหรัฐฯ เริ่มถอนกำลังเจ้าหน้าที่บางส่วนออกจากฐานทัพในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในกาตาร์และประเทศพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียด
ด้านอิหร่านส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยว่า เตหะรานได้แจ้งประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า หากวอชิงตันโจมตีอิหร่าน ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้นจะตกเป็นเป้าหมายการตอบโต้ทันที
ขณะเดียวกัน การติดต่อโดยตรงระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกับผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ถูกระงับลง เพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะขาดช่องทางการสื่อสารทางการทูต
เจ้าหน้าที่ทหารตะวันตกให้ความเห็นกับรอยเตอร์ว่า “สัญญาณทั้งหมดบ่งชี้ว่าการโจมตีของสหรัฐฯ อาจใกล้เข้ามา” แม้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์มักใช้ความไม่แน่นอนเป็นเครื่องมือกดดันคู่ขัดแย้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลประเมินว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงทางทหารจริง แต่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาและขอบเขตของปฏิบัติการได้
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “รอดูสถานการณ์” โดยระบุว่าได้รับข้อมูลว่าการปราบปรามผู้ประท้วงเริ่มผ่อนคลายลง และเชื่อว่ายังไม่มีแผนการประหารชีวิตในวงกว้าง ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันกับสื่อสหรัฐฯ ว่า “ไม่มีแผนแขวนคอผู้ประท้วง”
อย่างไรก็ดี วิกฤตรอบนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่อิหร่านอ่อนแอจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อปีก่อน การฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ และภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวต่อเนื่อง ทำให้ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ครั้งนี้ถูกจับตามองว่าอาจลุกลามเกินกว่าความขัดแย้งภายในประเทศลุกลามไปสู่ความขัดแย้งบนภูมิรัฐศาสตร์โลก