อิหร่าน-สหรัฐฯ ตึงเครียด จากวิกฤติการเมืองภายในลามสู่ภูมิรัฐศาสตร์โลก

15 ม.ค. 2569 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ม.ค. 2569 | 06:33 น.

ความไม่สงบในอิหร่านกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ให้กลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่คำขู่แทรกแซง การถอนกำลัง ไปจนถึงคำเตือนเรื่องการตอบโต้ฐานทัพในตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยมีสาเหตุจากวิกฤตการเมืองและการประท้วงรุนแรงภายในอิหร่าน
  • สหรัฐฯ แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลอิหร่าน โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการรุนแรงหากมีการปราบปรามผู้ประท้วง และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชน
  • อิหร่านขู่จะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเพื่อตอบโต้หากถูกโจมตี ขณะที่สหรัฐฯ ได้เริ่มถอนกำลังเจ้าหน้าที่บางส่วนออกจากตะวันออกกลาง
  • ช่องทางการสื่อสารทางการทูตโดยตรงถูกระงับ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจบานปลายสู่การแทรกแซงทางทหาร

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองภายในอิหร่านที่สั่นคลอนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงทั่วประเทศ และการตอบโต้ด้วยกำลังจากฝ่ายความมั่นคง จนมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายพันคน

รอยเตอร์รายงานว่า เบื้องหลังของความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากประเด็นนิวเคลียร์โดยตรง แต่เชื่อมโยงกับการลุกฮือของประชาชนอิหร่าน ซึ่งเริ่มจากการประท้วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ก่อนลุกลามเป็นการท้าทายอำนาจของระบอบศาสนาที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979

ซึ่งความไม่สงบที่เกิดขึ้นในขณะนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามของทั้งอิหร่านและประเทศตะวันตก โดยมีรายงานจากเจ้าหน้าที่อิหร่านว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนประเมินว่าตัวเลขอาจสูงเกิน 2,600 คน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลเตหะรานอย่างต่อเนื่อง พร้อมขู่จะใช้ “มาตรการที่รุนแรงมาก” หากอิหร่านเดินหน้าประหารผู้ประท้วง และเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านเดินหน้าการเคลื่อนไหว โดยระบุว่า “ความช่วยเหลือกำลังมา”

สหรัฐฯ ขยับกำลัง - อิหร่านขู่ตอบโต้ฐานทัพ

ท่ามกลางความแข็งกร้าวที่เพิ่มขึ้น รอยเตอร์ยังรายงานว่า สหรัฐฯ เริ่มถอนกำลังเจ้าหน้าที่บางส่วนออกจากฐานทัพในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในกาตาร์และประเทศพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียด

ด้านอิหร่านส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเปิดเผยว่า เตหะรานได้แจ้งประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า หากวอชิงตันโจมตีอิหร่าน ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้นจะตกเป็นเป้าหมายการตอบโต้ทันที

ขณะเดียวกัน การติดต่อโดยตรงระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกับผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ถูกระงับลง เพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะขาดช่องทางการสื่อสารทางการทูต

ความเสี่ยงสัญญาณแทรกแซงสูง

เจ้าหน้าที่ทหารตะวันตกให้ความเห็นกับรอยเตอร์ว่า “สัญญาณทั้งหมดบ่งชี้ว่าการโจมตีของสหรัฐฯ อาจใกล้เข้ามา” แม้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์มักใช้ความไม่แน่นอนเป็นเครื่องมือกดดันคู่ขัดแย้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลประเมินว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงทางทหารจริง แต่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาและขอบเขตของปฏิบัติการได้

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “รอดูสถานการณ์” โดยระบุว่าได้รับข้อมูลว่าการปราบปรามผู้ประท้วงเริ่มผ่อนคลายลง และเชื่อว่ายังไม่มีแผนการประหารชีวิตในวงกว้าง ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันกับสื่อสหรัฐฯ ว่า “ไม่มีแผนแขวนคอผู้ประท้วง”

อย่างไรก็ดี วิกฤตรอบนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่อิหร่านอ่อนแอจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อปีก่อน การฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ และภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวต่อเนื่อง ทำให้ความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ครั้งนี้ถูกจับตามองว่าอาจลุกลามเกินกว่าความขัดแย้งภายในประเทศลุกลามไปสู่ความขัดแย้งบนภูมิรัฐศาสตร์โลก