KEY
POINTS
โดนัลด์ ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ซึ่งถือว่าครบรอบ 1 ปีในการทำงานบริหารประเทศสหรัฐฯ
โดยที่ผ่านมาทรัมป์ชูนโยบาย America First มีการเปิดฉากใช้สงครามภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลามจากจีนสู่ประเทศคู่ค้าทั่วโลกในอัตราสูง 10-50%
รวมถึงการรื้อทิ้งระเบียบโลกเก่า ตั้งแต่การถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศกว่า 60 แห่ง และล่าสุดยังปฏิบัติการเขย่าอธิปไตยด้วยข้อเสนอ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ที่ทำให้เดนมาร์กและยุโรปต้องรวมพลังสู้ศึกการค้า
ส่วนประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งจากกำแพงภาษี 19% ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก และถูกบีบให้ต้องเปิดตลาดรับสินค้าอเมริกัน และแรงกดดันให้ต้องเลือกข้างในบอร์ดสันติภาพโลก
ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงทิศทางหลังจากนี้ของสหรัฐฯ และแนวทางในการรับมือ
นายเกรียงไกร เริ่มต้นอย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่น่าจับตามองสำหรับทรัมป์ยุคต่อไป ซึ่งของเดิมก็ยังเข้มข้นอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือการเปลี่ยนระดับไปสู่การใช้กำลังทหารที่เหนือกว่า ซึ่งจะดูเหมือนลักษณะคล้ายกับการล่าอาณานิคมสมัยใหม่อย่างแท้จริง
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศทั่วโลกมีความเสี่ยงสูง และคาดเดายาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น แม้แต่ชาวอเมริกัน หรือสภาคองเกรสยังไม่รู้เลยว่าทรัมป์จะทำอะไร ดังนั้น จึงมีผลทำให้ทุกอย่างเกิดความวุ่นวาย และไม่ชัดเจน ทั่วโลกอยู่ในอาการหวาดเกรง โดยเฉพาะประเทศที่ถูกเอ่ยนาม และให้ระวังตัว เพราะไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
อย่างกรณีกรีนแลนด์จะเห็นว่ามีการทวงบุญคุณว่าสหรัฐฯมีบุญคุณกับนาโต้ ช่วยดูแลยุโรปมาตลอด ถึงเวลาที่ต้องตอบแทน และมีการกดดันว่าจะขอซื้อ ซึ่งประชาชนชาวเดนมาร์กมองว่าแม้จะเป็นดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ มีคนอาศัยไม่มาก แต่เดนมาร์กก็ไม่มีความจำเป็นที่จะขาย ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มีความพยายามที่จะเจรจามาหลาย สิบปี
“เข้าใจว่าในอดีตทุกยุคสงครามเย็น กรีนแลนด์อาจจะเป็นยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญ ทรัมป์จึงกลับมารื้อฟื้นแผนเดิม และพยายามจะใช้อำนาจที่มีบีบ“
นอกจากนี้ ยังมีการเตือนผู้นำหลายประเทศ เช่น โคลัมเบีย ให้ระมัดระวัง ซึ่งถือว่าเป็นการข่มขู่ โดยปัจจุบันถือว่าสงครามการค้าในปีที่ 2 เริ่มเปลี่ยนไปสู่สงครามจริง ซึ่งจะเริ่มมีการใช้กำลัง และใช้ข้ออ้างในการเข้าไปบุกยึดประเทศที่มีแหล่งทรัพยากร โดยเฉพาะทองคำ น้ำมัน แร่หายาก และจุดยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับทางการทหาร
ส่งผลทำให้เวลานี้สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดรู้สึกแย่ รับไม่ได้ และต้องการทวงศักดิ์ศรี รวมตัวกันเพื่อให้มีกองกำลังหทาร พัฒนาอาวุธ ไม่พึ่งพาสหรัฐฯและมีการเกณฑ์ทหารจากหลายประเทศเข้าไปปกป้องดูแล คุ้มครองกรีนแลนด์
เป็นที่มาทำให้ทรัมป์มีการปรับภาษีจากเดิมที่ประเทศในยุโรปจะถูกเรียกเก็บที่ 10% (เริ่ม 1 ก.พ. 2569) และเพิ่มเป็น 25% (เริ่ม 1 มิ.ย. 2569)หากผนวกกรีนแลนด์ไม่สำเร็จ เพื่อเป็นการบีบทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการต่อรองเพื่อสร้างอำนาจ และบีบให้ยุโรปอ่อนแอลง และเศรษฐกิจมีปัญหา
อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าแม้จะอยู่ห่างไกลกับไทยแต่ยุโรปก็เป็นชาติที่มีสัดส่วนในการส่งออกสินค้าเป็นลำดับที่ 2-3 ของไทย และเป็นตลาดใหญ่ของทั่วโลก เพราะฉะนั้นการที่ประเทศดังกล่าวเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เกิดภัยคุกคาม หรือมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ย่อมส่งผลไม่มากก็น้อยตามสัดส่วนของแต่ละประเทศที่มีผลประโยชน์ หรือการค้าขายกัน
“ทั่วโลกรวมถึงไทยต้องเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น รวมถึงบรรยากาศการค้าขายของโลกจะลดลง หรือถดถอยเหมือนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) และหน่วยงานอื่นประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา การมีปัจจัยลบ หรือความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ยิ่งทวีทำให้เศรษฐกิจโลกที่ประเมินว่าแย่กว่าปีที่แล้วอาจจะลดลงไปกว่าที่คาดไว้แต่เดิม”
ดังนั้น จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ในอีก 6-7 เดือนข้างหน้า ศาลสูงของสหรัฐฯจะตัดสินเรื่องอำนาจของทรัมป์ที่มีต่อการขึ้นภาษีตอบโต้ว่าทำได้หรือไม่ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขต หากตัดสินว่าทำเกินอำนาจให้กลับไปสู่จุดเดิม ก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย
แต่ในทางกลับกันหากศาลสั่งว่า ทรัมป์สามารถทำได้ก็อาจจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ทรัมป์ ซึ่งต่อไปอาจใช้อำนาจแบบหวือหวา หรือตามอำเภอใจมากกว่าเดิม
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า เฉพาะปัญหาเดิมที่มีอยู่ก็สร้างความปั่นป่วน และความไม่เสถียรไปทั้งโลก ขณะที่ล่าสุดยังมีความพยายามตั้ง Board of Peace หรือบอร์ดเพื่อสันติภาพ และความมั่นคงของโลก โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานบอร์ดตลอดชีพ ในเบื้องต้นมีเป้าหมายจะเข้าไปฟื้นฟู และพัฒนาฉนวนกาซา มีการเชิญชวนพันธมิตร และประเทศอื่นเข้าร่วม เพื่อเป็นการควบคุมเกมทุกอย่าง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นการสนับสนุน หรือให้ความสบายใจต่ออิสราเอล แต่ปัจจุบันก็ยังมีประเทศเข้าร่วมไม่มาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกอีกรูปแบบหนึ่ง
“ทรัมป์บอกตลอดเวลาว่าเป็นผู้ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ และใช้สไตล์นักธุรกิจที่ผ่านโลกมาแบบล้มลุกคลุกคลานมาตลอดช่วงที่ก่อร่างสร้างตัว เมื่อเป็นนักการเมืองก็ใช้สไตล์เดิม ใช้การตัดสินใจด้วยตนเองไม่ฟังใคร เชื่อในความรู้สึก หรือความคิดตนเองเป็นหลัก นโยบายจึงมีความหวือหวา และคาดการณ์ไม่ได้ จึงเป็นความเสี่ยงของโลก เพราะถ้าเป็นประธานาธิบดีของประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจของโลกคงไม่ค่อยมีปัญหา แต่เมื่อเป็นสหรัฐฯที่เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีผลกับทุกด้าน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแตกต่างจากในอดีต ย่อมเกิดความไม่ชัดเจนแบบที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน“
สำหรับแผนรับมือของไทยนั้น นายเกรียงไกรระบุชัดเจนว่า ลำดับแรกรัฐบาลไทย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หลังจากเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เสร็จสิ้น ต้องการเรียกร้องทุกพรรคที่จะฟอร์มทีมเป็นรัฐบาลช่วยหาคนเก่ง คนดี คนที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ หรือความเข้าใจทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาทำงาน เพราะเศรษฐกิจจะมีความผันผวน มีแรงกระแทกอย่างมาก หากได้ทีมงานที่เก่ง เข้าใจ มีการทำงานเชิงรุกร่วมกันทั้งกระทรวงการต่างประเทศ พาณิชย์ อุตสาหกรรม และหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพราะหากได้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวเหล่านี้ จะส่งผลทำให้การรับมือยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
“จากการประเมินผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของทรัมป์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาและเข้าสู่ปีที่สอง โลกและไทยกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงจากแนวคิด Make America Great Again ที่กลับมาด้วยความเข้มข้นมากกว่าเดิม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การค้า และการเมืองระหว่างประเทศ
หัวใจสำคัญของแรงสั่นสะเทือนคือการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการค้าโลก ขาดดุลเรื้อรัง เป็นหนี้จำนวนมาก และถูกคู่ค้าเอาเปรียบด้วยการนำสินค้าเข้ามาขาย แย่งงานคนอเมริกัน จนโรงงานต้องปิดหรือย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ มาตรการขึ้นภาษีจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น ส่งผลให้กว่า 100 ประเทศได้รับผลกระทบโดยตรง ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด และการย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้นอย่างสับสน“
พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังเดินหน้าดึงการลงทุนและโรงงานกลับประเทศ ควบคู่กับนโยบายด้านผู้อพยพ การศึกษา และแรงงานต่างชาติที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก ทั้งการจำกัดนักศึกษาจากประเทศคู่แข่ง การไม่ต่ออายุการทำงาน การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมวีซ่าในอัตราสูง นโยบายเหล่านี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง
นายเกรียงไกร ชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้เศรษฐกิจคือท่าทีของทรัมป์ต่อกติกาสากล สหรัฐฯ ตัดงบและถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบความร่วมมือโลก ขณะที่นโยบายสิ่งแวดล้อมกลับทิศจากยุคโจ ไบเดน จากผู้นำลดโลกร้อน กลายเป็นการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล ยกเลิกเป้าหมายลดคาร์บอนและการใช้รถไฟฟ้า ซึ่งกระทบต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลกโดยตรง