KEY
POINTS
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สหรัฐอเมริกาในฐานะตลาดใหญ่ของสินค้าไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญในหลากหลายมิติ
“ฐานเศรษฐกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยสู่ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกา เพื่อถอดมุมมองเชิงลึกถึงผลกระทบจากภาษีทรัมป์ การแข่งขันที่ดุเดือด และทิศทางธสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ
นายประมุขในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ(HTA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้ทำธุรกิจในสหรัฐมากว่า 28 ปี สะท้อนภาพเศรษฐกิจอเมริกาว่า กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วราวรายวัน ปัจจัยทางการเมืองและความมั่นคงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจ ตั้งแต่กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไปจนถึงผลพวงจากเหตุลอบยิงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนหน้านี้ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้างผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น
“การส่ง National Guard ลงพื้นที่ในหลายรัฐ ทำให้ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน แม้แต่คนที่ถูกกฎหมายแต่มีญาติผิดกฎหมายก็ระวังตัว ยอดขายรีเทลเลอร์ในปีที่ผ่านมาลดลงถึง 12-14%” นายประมุข กล่าว
พร้อมชี้ว่าภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ค้าปลีกจำนวนมากต้องยื่นขอ Chapter 11(กฎหมายล้มละลายของสหรัฐ ที่อนุญาตให้ธุรกิจยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ในขณะที่กำลังจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูกิจการ)เพื่อป้องกันการล้มละลาย
ขณะเดียวกัน นโยบายภาษีการค้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ที่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 กลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมผู้ส่งออกไทย นายประมุขมองว่า แม้อัตราภาษีจะใกล้เคียงกับประเทศอาเซียนอื่น แต่เมื่อผนวกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในภูมิภาค ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบอย่างมาก
“เวลานี้เงินบาทแข็งค่าอยู่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้โรงงานไทยต้องขายแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น จีน ค่าเงินอ่อนกว่า แข่งขันได้ดีกว่า” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในอินเดียก็ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐสูงถึง 50% จากกรณีอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ไม่ยอมซื้อจากสหรัฐ ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในอินเดียเพื่อหวังค่าแรงหรือวัตถุดิบราคาถูกได้รับผลกระทบด้วย
ในมิติการแข่งขัน เวลานี้ คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ คือ เวียดนาม ซึ่งทำการตลาดเชิงรุกในแทบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มและข้าวพันธุ์ ST25 ที่มีความนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาข้าวไทยยังสูงจากการพยุงราคาและโครงสร้างตลาด
“ถ้าข้าวไทยแพงเกินไป ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปใช้ของเวียดนามทันที และเขาบริหารเศรษฐกิจได้ดี GDP โต 7-9% ต่อปี ต่างจากไทยที่โตเพียง 2%” นายประมุข กล่าว
สำหรับ PJUS Group ปีที่ผ่านมาแม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ธุรกิจยังเติบโตได้จากการยึดกลยุทธ์สร้างแบรนด์ระยะยาว ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 15-20% โดยมุ่งตลาดบน ในกลุ่มสินค้า All Natural และ Organic ซึ่งลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและไม่อ่อนไหวต่อราคา สินค้าหลักครอบคลุมตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวชนิดต่างๆ น้ำมะพร้าว กะทิ ไปจนถึงผลไม้อบแห้ง โดยจุดขายสำคัญคือข้าวบรรจุระบบไนโตรเจน ป้องกันมอดได้ 100%
ในด้านราคา แม้แบรนด์ใหญ่หลายรายจะปรับขึ้นเต็มอัตราภาษีตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ PJUS เลือกปรับขึ้นเพียงครึ่งเดียว เพื่อรักษาฐานลูกค้าและใช้เป็นเครื่องมือการตลาด
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือการเปิดออร์เดอร์ใหม่ให้กับ NSL (บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯของไทย) จำนวน 100 ตู้ ในหมวดเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ของ PJUS โดยเริ่มในปีนี้ทันที เพื่อพิสูจน์ศักยภาพและความโปร่งใสของธุรกิจ รวมถึงการขยายออร์เดอร์กับ Thai Coconut ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักในสินค้าน้ำมะพร้าวกล่อง
“ผมเลือกผลิตตามใบสั่งซื้อจริงจากห้างในอเมริกา ถ้าสินค้าไม่ตอบโจทย์ตลาดหรือความต้องการของคู่ค้าต่อให้สวยแค่ไหนก็ขายไม่ได้” นายประมุข กล่าว พร้อมเผยแผนนำทีมการตลาดและลูกค้าต่างชาติเข้าเยี่ยมโรงงานในไทย เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการจริงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน PJUS มีเครือข่ายจำหน่ายครอบคลุมทั้ง ฝั่ง West Coast และ East Coast ในสหรัฐ กลุ่มลูกค้าหลักคือ Hispanic และขยายสู่ตลาด Multicultural (ตลาดที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และสัญชาติ) ช่องทางออนไลน์ Amazon และ Weee รวมถึงร้านอาหารไทยกว่า 300 แห่ง และยังเป็นผู้ชนะการประมูลส่งสินค้าให้เรือนจำสหรัฐต่อเนื่อง 3 ปี
“โลกการค้าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม ภาษี เงินเฟ้อ และเทคโนโลยีใหม่ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเร็ว ยึดความขยัน และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง “เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องเตรียมพร้อมเสมอ” นายประมุข กล่าวทิ้งท้าย