ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

05 ม.ค. 2569 | 08:01 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 2569 | 08:01 น.

ส.อ.ท.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 มีปัญหารุมเร้ารอบด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อม คาดส่งออกหดตัวเหลือ-1.5ถึง-0.5%

KEY

POINTS

  • กกร. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือเพียง 1.6-2.0% และการส่งออกจะหดตัวในช่วง -1.5% ถึง -0.5%
  • ภาคการผลิตเผชิญปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า สินค้าราคาถูกไหลบ่า และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำกว่า 60% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
  • ผู้ประกอบการ SMEs เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้าจากหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและมาตรการกีดกันที่เข้มงวดขึ้น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

โดยปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 

และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% โดยต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม

ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

ด้านการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 69 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน  (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

อย่างไรก็ตาม ปี 69 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

นอกจากนี้ ยังควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

“การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา”

นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า ปี 69 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่

  • Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 
  • Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 
  • Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด ONE Thailand เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“ปี 69 ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนการเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหรือ Perfect Storm ที่ท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ”