‘กุ้งกุลาดำ’ คืนบัลลังก์ ปี 2569 ผลผลิตโต 18% ราคาแรงกว่ากุ้งขาวเกือบ 40 บาท/กก.

18 ม.ค. 2569 | 10:28 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ม.ค. 2569 | 10:29 น.

กุ้งกุลาดำกลับมาร้อนแรง หลังเกษตรกรเพิ่มสัดส่วนการเลี้ยง 27% ดันผลผลิตโต 18% ในปีเดียว ไซซ์ใหญ่กว่า ราคาดีกว่า กก.ละ 180 บาท ปักหมุดส่งออกจีน หนุนเศรษฐกิจเกษตรปี 2569

KEY

POINTS

  • กุ้งกุลาดำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในรอบกว่า 20 ปี โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตในปี 2569 จะเติบโตขึ้น 18%
  • ราคาจำหน่ายสูงกว่ากุ้งขาวเกือบ 40 บาทต่อกิโลกรัม และได้ขนาดตัวที่ใหญ่กว่าในระยะเวลาการเลี้ยงที่ใกล้เคียงกัน
  • ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงคือการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว และเพื่อบริหารความเสี่ยงจากโรคระบาดในกุ้งขาว

ปี 2569 นับเป็นปีที่น่าจับตามอง สำหรับ ‘กุ้งกุลาดำ’ กุ้งเนื้อแน่นที่เป็นวัตถุดิบแสนอร่อยในการปรุงอาหาร ที่เคยเป็นสายพันธุ์หลักและเป็นโปรดักส์แชมเปียนของไทยเมื่อปี 2543 กำลังหวนคืนทวงบัลลังก์ให้เกษตรกรอีกครั้ง  หลังจากหายไปจากตลาดนานกว่า 20 ปี 

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การเติบโตของตลาดกุ้งกุลาดำในปี 2568 นับเป็นการรีเทิร์นออฟเดอะคิงส์ หรือการหวนกลับสู่บัลลังก์แห่งแชมป์ เพราะกุ้งกุลาดำ เคยเป็นพระเอกของสินค้าอาหารทะเลไทย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจากที่หายไปกว่า 22 ปี ตอนนี้เกษตรกรกำลังฟื้นฟูการเลี้ยง การผลิตสินค้าเศรษฐกิจช่วยทำรายได้ในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ผลผลิตกุ้งกุลาดำ เพิ่ม 18% 

นายบรรจง นิสภวาณิชย์  ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ปี 2568 มีการพูดถึงการเพิ่มการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างมาก โดยมีการประเมินว่าปีที่ผ่านมา เกษตรกรเพิ่มสัดส่วนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 27% ทำให้มีผลผลิตกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้น 18% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569

นายบรรจง เล่าว่า ย้อนไปในปี 2543 ไทยเคยเป็นแชมป์โลกในการผลิตกุ้งกุลาดำได้มากถึง 300,000 ตัน จนกระทั่งปัญหาการเลี้ยงและโรคระบาดในปี 2546-2547 ทำให้มีการนำเข้าพันธุ์กุ้งขาวมาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เลี้ยงและประสบความสำเร็จอย่างสูง จนไทยสามารถเป็นแชมป์ส่งออกกุ้งขาวได้ในปี 2553-2554 กลายเป็นสายพันธุ์หลักทดแทน กุ้งกุลาดำมีสัดส่วนลดลงจนกลายเป็นกุ้งที่มีตลาดเฉพาะและจำกัด 

“เมื่อปี 2543 เราเป็นแชมป์ พอปี 2544 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำลดลง เกษตรกรหันไปเลี้ยงกุ้งขาวจนกลายเป็นโปรดักส์แชมเปียนในปี 2554 ไทยสามารถผลิตได้ปริมาณ 600,000 ตัน  วันนั้นทุกคนบอกว่าจะไม่มีกุ้งกุลาดำอยู่ในประเทศไทยแล้ว กระทั่งปัจจุบันปี 2568 มีการพัฒนาพันธุ์กุ้งที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว” นายบรรจง กล่าว 

จุดเด่นกุ้งกุลาดำ เลี้ยงง่าย-โตเร็ว 

นายบรรจง ประเมินว่า แนวโน้มการผลิตกุ้งกุลาดำในปี 2569 ด้วยการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ทำให้เลี้ยงง่าย และเติบโตเร็ว หากพัฒนาดีๆ จะสามารถกลับไปที่จุดที่เคยเป็นคือ เลี้ยงแค่ 3 เดือนได้กุ้งขนาด 26 ตัว/กก.

พัชรินทร์  จินดาพรรณ เลขาธิการสมาคมกุ้งไทย และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด

นางสาวพัชรินทร์  จินดาพรรณ เลขาธิการสมาคมกุ้งไทย และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด กล่าวว่า ภาคตะวันออก มีพื้นที่หลักที่เลี้ยงกุ้ง คือ จ. ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด ระยอง มีปริมาณผลผลิตกุ้งขาวรวม  52,300 ตัน ลดลง 1% เป็นผลจากการลงกุ้งของเกษตรกรลดลง แต่ที่น่าสนใจ กุ้งกุลาดำซึ่งเดิมมีสัดส่วนการเลี้ยง 1% ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3% ถือว่าเติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี

“เทียบไซซ์การจับขายโดยปกติ กุ้งขาวจะเป็นขนาด 68 ตัว/กก.  ระยะเวลาการเลี้ยง 115 วัน ได้ราคา 145 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงกุลาดำ ด้วยระยะเวลาการเลี้ยงใกล้เคียงกัน จะได้กุ้งกุลาดำไซซ์ 40 ตัว/กก. ตัวใหญ่กว่ากุ้งขาว และขายได้ในราคา กก.ละ 180 บาท สูงกว่าราคาขายกุ้งขาว เกือบ 40 บาท/กก. ทั้งที่ระยะเวลาการเลี้ยงแทบไม่ต่างกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลกุ้งกุลาดำจึงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด”นางสาวพัชรินทร์ กล่าว

เลี้ยง “กุ้งกุลาดำ” ช่วยบริหารความเสี่ยง 

นายปรีชา สุขเกษม อุปนายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า เกษตรกรภาคใต้หลายรายหันมาลงเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้นสัดส่วน ประมาณ 15%  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผลผลิตกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567

ซึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้การเลี้ยงกุ้งขาวยาก ประกอบกับปัญหาโรคต่าง ๆ เช่น อีเอชพี อีเอ็มเอส ขี้ขาวยังเป็นปัญหาหลัก เกษตรกรจึงต้องปรับตัว โดยการพักบ่อให้นานขึ้น ทยอยปล่อยกุ้ง ลดความหนาแน่น บริหารความเสี่ยงด้วยการหันมาลงเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้น

‘กุ้งกุลาดำ’ คืนบัลลังก์ ปี 2569 ผลผลิตโต 18% ราคาแรงกว่ากุ้งขาวเกือบ 40 บาท/กก.

ด้านนายพิชญพันธุ์   สลิลปราโมทย์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี และ กรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่เลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนบน หลัก ๆ จะอยู่ใน จ.ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และระนอง ในปี  2568 เลี้ยงได้ 1 แสนตัน โดย จ.สุราษฎรธานี ทำได้มากที่สุด ครองสัดส่วน 37% ของปริมาณกุ้งทั้งประเทศ เพราะในส่วนของพื้นที่อ่าวไทยมีการทำฟาร์มให้สามารถเลี้ยงต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปี แม้ว่าจะมีสภาพอากาศแปรปรวนและโรคกุ้ง  แต่เกษตรกรยังสามารถเดินหน้าการเลี้ยงกุ้งขาวต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า มีสายพันธุ์กุ้งกุลาดำเข้าสู่ระบบการเลี้ยงของพื้นที่ของภาคใต้ตอนบนเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 8% จากเดิมเคยเลี้ยงในสัดส่วน 5% ของปริมาณการเลี้ยงทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาความหนาแน่นในการปล่อยกุ้งที่เหมาะสม ไม่แน่นเกินไป สายพันธุ์เสถียร โตไว จึงมีกุ้งกุลาดำมาทดแทน และคาดการณ์ว่าในปี 2569 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำจะยังคงได้รับความนิยมสูงต่อเนื่อง ดังนั้น ความท้าทายสำคัญ คือ การหาตลาดรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออก 

โอกาสรุกตลาดส่งออกสดใส ปักหมุด “จีน”

นายอภิชิต วรกิจ กรรมการบริหารสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดระนอง เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยภาคใต้ฝั่งอันดามัน กล่าวว่า เมื่อปี 2568 ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีผลผลิตกุ้ง 63,000 ตัน คิดเป็น 23% ของทั้งประเทศ สำหรับผลผลิตหลัก ยังเป็นกุ้งขาวสัดส่วน 80%  ที่เหลือเป็นกุ้งกุลาดำ 20% หรือปริมาณ 12,300 ตัน ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของกุ้งกุลาดำของทั้งประเทศ

“ในปี 2569 ทางภาคใต้ฝั่งอันดามันยังคงส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันตลาดกุ้งกุลาดำ มีศักยภาพอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเริ่มมีการส่งออกกุ้งกุลาดำไปประเทศจีน ไฟล์ทแรก ไปเมื่อเดือนธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ไม่นับรวมตลาดในประเทศที่เติบโตอย่างมากจากฐานผู้บริโภคคนไทยที่เพิ่มขึ้น และมองถึงโอกาสเติบโตคู่กับภาคการท่องเที่ยวยิ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมากก็ยิ่งมีการบริโภคมากขึ้น”

หากจับสัญญานการฟื้นตัวของกุ้งกุลาดำครั้งนี้หากทำได้สำเร็จ แน่นอนว่า กุ้งกุลาดำจะเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่จะมาช่วยสร้างขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เสริมทัพจากกุ้งขาวที่เป็นสินค้าเกษตรเศรษฐกิจทำรายได้เข้าประเทศกว่า 40,000 ล้านบาท