In Brief
วันที่ 9 มกราคม 2569 การตัดสินใจของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในการถอนสหรัฐอเมริกาออกจากสนธิสัญญาพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ซึ่งวุฒิสภาสหรัฐให้ความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน อาจขัดต่อกฎหมาย ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วนที่ระบุว่า การถอนตัวดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพุธ (7 มกราคม 2569) ว่า สหรัฐจะถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานของสหประชาชาติหลายสิบแห่ง รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ดำเนินการสวนทางกับผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ และเหมืองแร่
นอกจากนี้ เขายังถอนสหรัฐออกจากองค์กรวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศหลักอย่าง IPCC รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ของสหประชาชาติที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ศิลปะ และสิทธิสตรีอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ซึ่งนักวิจารณ์พลังงานหมุนเวียนอย่างเปิดเผย และเคยเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็นเรื่องหลอกลวง ได้ก้าวไปไกลกว่าการถอนสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ออกจากความตกลงปารีส ด้วยการนำประเทศออกจาก UNFCCC ซึ่งเป็นกรอบสนธิสัญญาหลักรองรับข้อตกลงดังกล่าว
การถอนตัวจาก UNFCCC จะมีผลบังคับใช้หนึ่งปีหลังจากมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ และจะหมายความว่าสหรัฐจะถอนตัวออกจากการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกทั้งหมด รวมถึงความตกลงปารีสซึ่งเป็นข้อตกลงหลัก
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศบางรายระบุว่า การดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของประธานาธิบดีในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดคำถามทางกฎหมายสำคัญ เนื่องจากบรรทัดฐานคำพิพากษาที่มีอยู่ยังไม่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีสามารถถอนประเทศออกจากสนธิสัญญาที่ได้รับการให้สัตยาบันโดยเสียงข้างมากของวุฒิสภาได้โดยลำพังหรือไม่
เนื่องจากสหรัฐเข้าร่วม UNFCCC ด้วยคำแนะนำและความยินยอมของวุฒิสภาในปี 1992 มุมมองทางกฎหมายของเราคือ การถอนตัวก็ต้องใช้กระบวนการเดียวกันเพื่อให้เกิดความสมมาตร โดยขณะนี้ Center for Biological Diversity: CBD) กำลังประเมินความเป็นไปได้ในการยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐต่อศาลในประเด็นดังกล่าว
ที่ผ่านมา สหรัฐไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศประจำปีของสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้วที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี และทรัมป์ได้ประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสมาตั้งแต่ปีก่อนหน้า โดยสหรัฐเป็นประเทศเดียวที่ถอนตัวออกจาก UNFCCC
ทั้งนี้ UNFCCC กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมที่มั่งคั่งต้องดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ออกนโยบายจำกัดการปล่อยก๊าซ รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซต่อสาธารณะ และจัดสรรเงินทุนเพื่อช่วยประเทศยากจนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า แม้กติกาเกี่ยวกับการให้สัตยาบันสนธิสัญญาจะมีความชัดเจน แต่รัฐธรรมนูญสหรัฐไม่ได้ระบุชัดถึงกฎเกณฑ์ในการถอนตัวออกจากสนธิสัญญา ช่องว่างดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีบางสมัยอ้างอำนาจในการถอนสหรัฐออกจากสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศโดยไม่ขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน จากพรรครีพับลิกัน เคยถอนสหรัฐออกจากองค์การยูเนสโกในปี 1983 จากความกังวลต่อการเมืองภายในขององค์กรนั้น
สภาคองเกรสสามารถออกกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีถอนตัวจากสนธิสัญญาโดยลำพังได้ โดยในปี 2023 สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลในอนาคตถอนตัวออกจากสนธิสัญญานาโต
การกลับเข้าร่วมสนธิสัญญาทำได้ง่ายเพียงใด
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความยากง่ายในการกลับเข้าร่วม UNFCCC กลุ่มนักกฎหมายบางส่วนเชื่อว่า หากรัฐบาลในอนาคตต้องการกลับเข้าร่วม จะต้องผ่านกระบวนการใหม่เพื่อขอเสียงสนับสนุนสองในสามของวุฒิสภา ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการให้สัตยาบันสนธิสัญญา
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มโต้แย้งว่า สหรัฐสามารถกลับเข้าร่วมได้อย่างง่ายดายภายใน 90 วัน โดยอาศัยคำแนะนำและความยินยอมที่วุฒิสภาเคยใช้ในการให้สัตยาบันสนธิสัญญานี้อย่างเป็นเอกฉันท์ในปี 1992 ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช จากพรรครีพับลิกัน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การได้เสียงข้างมากสองในสามในสภาคองเกรสสหรัฐที่มีความแตกแยกสูงแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่สร้างความขัดแย้ง
ทั้งนี้ สหรัฐได้เข้าร่วมข้อตกลงระหว่างประเทศมากกว่า 90% ผ่านกลไกอื่นที่อาศัยอำนาจฝ่ายบริหารหรือกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่แล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง