KEY
POINTS
วันตัดสินชะตาที่โลกจับตามอง ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระดับโลก วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 ถูกกำหนดให้เป็น "วันแห่งการตัดสิน" (Decision Day) ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจจะประกาศคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความชอบธรรมของ "ภาษีทรัมป์" หรือ ภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA)
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของไทย โพสต์ข้อความชวนให้ติดตามเหตุการณ์ใหญ่ครั้งนี้ โดยระบุสั้นๆว่า "พรุ่งนี้ (4 ทุ่ม) ศาลสูงสหรัฐ อาจมีคำตัดสิน เรื่อง Reciprocal Tariffs"
สำนักข่าว CNBC รายงานโดย Jeff Cox ระบุว่า ศาลสูงสุดสหรัฐได้กำหนดให้วันศุกร์ที่ 9 ม.ค.นี้เป็น "วันแห่งการตัดสิน" (Decision Day) ซึ่งผลลัพธ์อาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อทั้งนโยบายการค้าและสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง คาดการณ์ว่าคำตัดสินอาจออกมาแบบผสมผสาน (mishmash)
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะแพ้คดี แต่ทำเนียบขาวก็เตรียม "แผนสำรอง" โดยใช้กฎหมายการค้าปี 1962 เพื่อจัดเก็บภาษีต่อไป
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากมีการระงับภาษีจริง อาจส่งผลดีต่อกำไรบริษัทจากต้นทุนนำเข้าที่ลดลง แต่อาจส่งผลเสียต่อความพยายามดึงอุตสาหกรรมกลับสู่ประเทศ (onshoring) และอาจทำให้ยอดขาดดุลการค้าที่เพิ่งแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ สำนักข่าว CNBC ที่รายงานโดย Lori Ann LaRocco ระบุว่า ในขณะที่ภาคธุรกิจกำลังรอคอยคำตัดสินครั้งสำคัญ กรมศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ได้กำหนด เส้นตายวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับผู้นำเข้าที่ต้องการรับเงินคืนในกรณีที่ศาลสูงสุดตัดสินว่าภาษีของทรัมป์ผิดกฎหมาย ภายใต้คำสั่งบริหารที่ลงนามเมื่อเดือนมีนาคม ระบบการชำระเงินจะถูกเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมดผ่านเครือข่าย Automated Clearing House (ACH) และพอร์ทัลที่เรียกว่า ACE (Automated Commercial Environment)
โดยระบบนี้จะเข้ามาแทนที่การจ่ายคืนด้วยเช็คกระดาษแบบเดิม ซึ่งหากบริษัทใดไม่ลงทะเบียนภายในกำหนด อาจเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืน
ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่ารัฐบาลทรัมป์ได้เก็บภาษีไปแล้วกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงวาระที่สอง
ขณะที่ Al Jazeera รายงานว่า ในเชิงกฎหมาย การต่อสู้ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้อำนาจภายใต้ กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ปี 1977 ซึ่งทรัมป์ใช้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงความกังขา โดยหัวหน้าผู้พิพากษา จอห์น โรเบิร์ตส์ ชี้ว่า อำนาจในการกำหนดภาษีเป็นสิทธิขาดของสภาคองเกรส
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเชื่อว่ามีแนวโน้มสูงที่ศาลสูงสุดจะยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ระบุว่ารัฐบาลทำเกินขอบเขตอำนาจ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปโดยไม่ชอบธรรมให้แก่ผู้นำเข้า
ขณะที่ CTV News เชื่อว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในครั้งนี้ไม่ได้มีผลแค่ภายในอเมริกาเท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา
รายงานระบุว่าผลการวินิจฉัยเรื่องความชอบธรรมของอำนาจภาษีฉุกเฉินของทรัมป์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและนโยบายภาษีระดับโลกที่แคนาดาต้องเผชิญในอนาคต