KEY
POINTS
จากมติที่ประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 มีมติให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รับซื้อน้ำนมดิบจากภาคสหกรณ์วันละ 165 ตัน แม้ อ.ส.ค. จะประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง มีหนี้ค้างชำระเกษตรกรราว 1,000 ล้านบาท และหนี้เจ้าหนี้การค้าอีกกว่า 2,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ อ.ส.ค. ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญารับซื้อได้ครบถ้วน ส่งผลให้น้ำนมดิบตกค้างในระบบกว่า 40 ตันต่อวัน จนเกษตรกรและสหกรณ์ต้องออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และมีการออกมาเทน้ำนมดิบ จนมาสู่บนโต๊ะการเจรจาวันนี้ (7 ม.ค. 2568) มีข้อสรุปที่มีนัยสำคัญอย่างน่าสนใจ
นายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลการประชุมในวันนี้ว่า ทางผู้บริหาร อ.ส.ค. ได้แสดงความรับผิดชอบในน้ำนมดิบ 40 ตัน ที่ไม่สามารถนำเข้าไปป้อนโรงงานได้ โดยจะรับซื้อในราคากลางที่ 21.25 บาทต่อกิโลกรัม โดยให้สหกรณ์นำน้ำนมดิบกลับไปผลิตปุ๋ย และในขณะเดียวก็จะรีบจัดหากล่องผลิตนมวัวแดง ขนาด 200 ซีซี ที่ขาดตลาด ซึ่งจะรีบจัดซื้อ เพื่อให้เข้าสู่ไลน์ผลิตปกติให้เร็วที่สุด
“เราก็เข้าใจสถานการณ์จึงนำน้ำนมดิบที่เหลือจากการที่จะตั้งใจเททิ้ง ก็นำกลับไปแจกจ่ายให้เกษตรกรเพื่อนำไปผลิตเป็นปุ๋ยตามวัตถุประสงค์ที่ ผอ.สั่งการในที่ประชุมแล้ว ซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุด"
ด้านนางสาววัชรี วรรณศรี ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ในที่ประชุมการเจรจากระหว่างกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ มีการพูดถึงแนวทางให้นำ “น้ำนมดิบส่วนเกิน” ไปใช้ผลิตปุ๋ย เพื่อสะท้อนสถานการณ์เร่งด่วน และให้ความสำคัญกับเกษตรกรในการแก้ปัญหา โดยวัตถุประสงค์หลักคือการระบายสต็อกน้ำนมที่ค้างสะสมมาหลายวัน
"น้ำนม" ดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นเน่าเสีย แต่คุณภาพลดลง เนื่องจากค้างมาตั้งแต่ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่โรงงานหยุดดำเนินการ ทำให้มีน้ำนมตกค้าง แต่เพื่อไม่ให้กลับมามีปัญหากลับนมในระบบที่มีคุณภาพสูง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมพอใจกับแนวทางแก้ปัญหาที่ อ.ส.ค. ดำเนินการในครั้งนี้
ขณะที่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อ.ส.ค. ออกแถลงการณ์ด่วน ลงวันที่ 7 มกราคม 2569 ระบุ ขอคัดค้านคำให้สัมภาษณ์ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ที่ระบุว่า “อาจยุบองค์กร” จากปัญหาบริหารงาน ชี้เป็นการทำลายขวัญกำลังใจพนักงานและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมย้ำ อ.ส.ค. เป็นองค์กรพระราชดำริมีมากว่า 64 ปี เคยสร้างรายได้เกือบ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน เรียกร้องผู้บริหารแสดงภาวะผู้นำ รับผิดชอบนโยบายที่ผิดพลาด และหยุดสื่อสารที่สร้างความตื่นตระหนกต่อระบบโคนมของประเทศ