
เกษตรฯ ชงของบกลาง 1 หมื่นล้าน ลุ้น 6 โครงการเร่งด่วน หลังยุบสภา
กระทรวงเกษตรฯ ชง 6 โครงการใหญ่ ของบกลางกว่า 1 หมื่นล้าน เสนอ ครม. อนุทิน ลุ้นอนุมัติก่อนยุบสภา ทั้งงบป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาพื้นที่เกษตร นมโรงเรียนค้างสต็อก ผวาลามกระทบสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ พร้อมเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้ ครัวเรือนละ 3,000 บาท
KEY
POINTS
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอของบกลางเพิ่มเติมกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจเร่งด่วนที่งบประมาณปกติไม่เพียงพอ
- งบประมาณดังกล่าวจะนำไปใช้ใน 6 โครงการเร่งด่วน เช่น การแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร (PM 2.5), การจัดการสต็อกนมโรงเรียน และการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้
- โครงการทั้งหมดต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโดยเร่งด่วนก่อนการยุบสภา เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการอนุมัติโครงการใหม่
ในปี 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 132,918.1446 ล้านบาท และมีเงินนอกงบประมาณที่นำมาสมทบกับงบรายจ่าย จำนวน 366.3399 ล้านบาท รวมเป็นงบทั้งหมด 133,284.4845 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 7,558.1770 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.01 อย่างไรก็ดี งบดังกล่าวส่วนใหญ่ใช้สำหรับงานประจำ ไม่เพียงพอสำหรับภารกิจเร่งด่วน ทำให้กระทรวงฯ จำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบกลางเพิ่มเติม
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้กระทรวงเกษตรฯ จะได้รับงบเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับภารกิจเร่งด่วน ล่าสุดกระทรวงได้เสนอขอรับจัดสรรงบกลางเพื่อดำเนินการใน 6 โครงการเร่งด่วน ใช้งบรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุดก่อนยุบสภา ได้แก่
1.โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2569 ใช้งบกว่า 1,869 ล้านบาท ผ่านโครงการย่อย เช่น ส่งเสริมสถาบันเกษตรกรลดการเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร, เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการฝุ่นละอองทางการเกษตรในพื้นที่นิคมสหกรณ์, จัดการวัสดุทางการเกษตรเพื่อลดปัญหาหมอกควัน PM 2.5
2.โครงการแก้ไขปัญหานมกล่องค้างสต็อก ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน วงเงิน 800 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการสต็อกนมโรงเรียน 3.โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนครบทุกวัน วงเงินกว่า 2,700 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโภชนาการเด็กนักเรียนต่อเนื่อง 4.โครงการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ สนับสนุนเงินช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 3,000 บาท วงเงินรวม 3,672 ล้านบาท
5.โครงการพัฒนาการเกษตรในชุมชนด้วยอาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ (อกส.) วงเงิน 845 ล้านบาท เพื่อเสริมความเข้มแข็งของการทำงานระดับพื้นที่ และ 6.โครงการสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการผลิตและสร้างความมั่นคงด้านอาหารในชุมชน
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่าโครงการทั้งหมดเป็นภารกิจเร่งด่วน จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างทันท่วงที ขณะนี้โครงการส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานงบประมาณ บางโครงการได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งงบประมาณที่เสนอขอในครั้งนี้ครอบคลุมโครงการเร่งด่วนและโครงการสำคัญเกี่ยวกับเกษตรกรโดยตรง
“เรื่องการแก้ไขปัญหาการเผาและลดฝุ่นในภาคเกษตรที่ผ่านมา กระทรวงมีงบปกติใน 19 โครงการย่อยเพียง 200 ล้านบาท ไม่เพียงพอ ทำให้แก้ไขปัญหาได้ไม่ครอบคลุม ดังนั้นจำเป็นต้องขอรับงบเพิ่มเติม”
นอกจากนี้ ปัญหาโครงการนมโรงเรียนประสบสต็อกค้าง เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์โคนมไม่สามารถระบายผลผลิตนํ้านมดิบส่วนเกินได้ จึงต้องแปรรูปเป็นนม UHT ทำให้มีสต็อกคงค้าง 113,870,387 กล่อง มูลค่า 800 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน การเกิดอุทกภัยภาคใต้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร กระทรวงจึงเสนอของบเยียวยา ครัวเรือนละ 3,000 บาท เพื่อให้เกษตรกรใช้จัดหาปัจจัยการผลิตรอบใหม่ และเสนอจ่ายไร่ละ 300 บาทสำหรับทุ่งรับนํ้าพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลกจนถึงภาคกลาง
อนึ่ง เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่ การยุบสภาครั้งนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในรัฐบาล เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ยุบสภา หลังพบว่าสมาชิกพรรคภูมิใจไทยลงมติสนับสนุนเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ที่กำหนดให้ต้องมีเสียง ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เห็นชอบ
ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อสภาถูกยุบ คณะรัฐมนตรีถือว่าพ้นตำแหน่ง แต่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “รัฐบาลรักษาการ” เพื่อให้ราชการไม่สะดุด โดยมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่
1. ห้ามอนุมัติโครงการใหม่ที่สร้างภาระต่อรัฐบาลชุดหน้า
2. ห้ามโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต.
3. ห้ามใช้เงินงบสำรอง เว้นแต่ กกต. อนุมัติ
4. ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐเอื้อประโยชน์ทางการเมือง
รัฐบาลรักษาการต้องยึดหลักความเป็นกลางและความเสมอภาคในการเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต. พ.ศ. 2563 แนวปฏิบัตินี้เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ ลดการใช้อำนาจช่วงรอยต่อ และรักษาความต่อเนื่องของการบริหารประเทศ.











