เปิดสเปค "นักการเมือง-พรรคการเมือง" ในฝัน ของเกษตรกรไทย

05 ม.ค. 2569 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 2569 | 11:13 น.

นับถอยหลัง อีก 34 วัน เลือกตั้ง สส. 8 กุมภาพันธ์ 2569 “ฐานเศรษฐกิจ” เปิดสเปคนักการเมือง-พรรคการเมืองในฝัน ของชาวนา –ชาวไร่- ชาวสวน พรรคไหนรู้ก่อนได้เปรียบ

จากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้ง สส. โดยกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้ง ทั้งนี้การเปิดรับสมัคร สส. ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต, รับสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และเปิดรับบัญชีรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี จะเกิดขึ้นในช่วง 27-31 มกราคม 2569  นับเวลาถอยหลัง อีก 34 วัน เท่านั้น

จากกรณีดังกล่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษแกนนำเกษตรกรว่าต้องการพรรคการเมือง นักการเมืองแบบไหน ที่จะเลือกเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีนโยบายที่ต้องการจะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง

เปิดสเปค "นักการเมือง-พรรคการเมือง" ในฝัน ของเกษตรกรไทย

เริ่มจาก นายพงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว จะเชิญพรรคการเมืองมาหาเสียงถึงนโยบายพรรค ถึงการแก้ปัญหาราคามะพร้าว และโรคระบาด หากพรรคการเมืองไหนมีนโยบาย ครอบครัวของชาวสวนมะพร้าวทั่วประเทศมี 1 ล้านเสียง พร้อมเทคะแนนเลือกตั้งให้ทันที

“มะพร้าว” ไม่ใช่พืชล้นตลาด แต่เป็นพืชขาดแคลนของประเทศ มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่ประเทศไทยมีผลผลิต ไม่เพียงพอกับความต้องการ ไม่ใช่สินค้าล้นตลาดอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ การปลูกและดูแลก็ไม่ยุ่งยาก หากมีระบบบริหารจัดการราคาที่เป็นธรรม เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้

หลักสำคัญคือ ราคามะพร้าวไม่ควรต่ำกว่า 15 บาทต่อลูก โดยยึดราคามะพร้าวทับสะแกเป็นราคาอ้างอิง หากเมื่อใดราคาต่ำกว่าระดับนี้ รัฐควร สั่งหยุดการนำเข้าทันที เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ การนำเข้า น้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช แต่ไปอยู่ในการพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้สามารถนำเข้าได้อย่างเสรี ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์มะพร้าวในประเทศ

ทางออกที่จำเป็นคือ ต้องออกระเบียบใหม่ โดยให้ผลิตภัณฑ์น้ำกะทิทุกชนิดต้องกลับมาอยู่ในการพิจารณาของ “บอร์ดพืชน้ำมันและน้ำมันพืช” จากนั้นจึงให้คำนวณความต้องการใช้น้ำกะทิของภาคอุตสาหกรรมแปลงปริมาณน้ำกะทิเป็น “จำนวนลูกมะพร้าว” นำไปหักออกจากปริมาณมะพร้าวที่ประเทศขาดแคลนแล้วจึงกำหนดโควตาการนำเข้าอย่างเหมาะสมเพื่อให้การนำเข้าเป็นไป เท่าที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่นำเข้าแบบไร้เพดาน

เปิดสเปค "นักการเมือง-พรรคการเมือง" ในฝัน ของเกษตรกรไทย

ที่ผ่านมา การแยกการบริหารเช่นนี้ทำให้ น้ำกะทิถูกนำเข้าไม่จำกัด ส่งผลให้ราคามะพร้าวในประเทศถูกกดลง เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ขณะที่การนำเข้าน้ำกะทิ ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเลย นี่คือหัวใจของปัญหา

ในเร็ว ๆ นี้ จะมีการเชิญพรรคการเมืองมาพบเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว เพื่อสอบถามจุดยืนอย่างชัดเจนว่า หากได้เป็นรัฐบาลนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานบอร์ด จะเข้ามาแก้ปัญหานี้หรือไม่ และจะดึง อย.เข้ามาอยู่ในระบบบอร์ดฯ เพื่อให้รู้ตัวเลขความต้องการที่แท้จริงของอุตสาหกรรม ปิดช่องการใช้ “น้ำกะทินำเข้า” มาเป็นเครื่องมือทุบราคามะพร้าวหรือไม่

ปัจจุบันราคามะพร้าวปรับลดลงมาเหลือเพียง 14 บาทต่อลูก ทั้งที่ความจริงควรสูงกว่านี้มาก เพราะผลผลิตมะพร้าวในประเทศมีอยู่น้อยและขาดแคลน นั่นสะท้อนชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผลผลิตล้นตลาด แต่อยู่ที่ระบบนำเข้าและการกำกับดูแลที่ผิดทิศทาง

 

 

เปิดสเปค "นักการเมือง-พรรคการเมือง" ในฝัน ของเกษตรกรไทย

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย  กล่าวสะท้อนเสียงจากชาวนาไทย จำนวณ 12 ล้านคน  ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ อยากได้พรรคการเมือง มีนโยบาย  2 เรื่องเร่งด่วน เพื่อพลิกฟื้นรายได้และความมั่นคงอาชีพ ดังนี้ 

  1. ปฏิวัติพันธุ์ข้าวไทย พัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง 1–1.2 ตันต่อไร่ทนแล้ง ทนน้ำท่วม เก็บเกี่ยวเร็วเพื่อให้ชาวนามีกำไรเหลือจริง มีเงินหมุนทำรอบใหม่ ลดหนี้ค่าเช่านา ปุ๋ย ยา และหนี้นอกระบบปัจจุบันไทยพัฒนาพันธุ์ข้าวช้า ใช้เวลาถึง 12 ปี ขณะที่เวียดนามใช้เพียง 1 ปี จึงมีพันธุ์ใหม่จำนวนมาก ตรงตลาดโลก และต้นทุนต่ำกว่าไทย
  2. น้ำคือชีวิต ต้องถึงทุกนาเร่งลงทุนแหล่งน้ำให้ชาวนานอกเขตชลประทาน ทั้งขุดลอกคูคลอง,เจาะบ่อบาดาล ผันน้ำจากลุ่มน้ำโขง–ชี–มูล เพื่อให้ชาวนา โดยเฉพาะภาคอีสาน มีน้ำทำนาได้ตลอดปี ขยายสู่การทำไร่ สวน เลี้ยงสัตว์ และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

สรุป ถ้า “มีพันธุ์ดี + มีน้ำใช้” ชาวนาไทยจะลืมตาอ้าปากได้ ประเทศก็จะแข่งขันข้าวโลกได้

เปิดสเปค "นักการเมือง-พรรคการเมือง" ในฝัน ของเกษตรกรไทย

ด้าน ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า อยากได้พรรคหรือนักการเมืองที่มีความจริงใจ ช่วยเหลือชาวสวนยางอย่างแท้จริง แล้วพูดจริง ทำจริง และเมื่อได้เป็นแล้ว อยากให้ทำตามนโยบายอย่างที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะให้นึกถึงเรื่องปากท้องรากหญ้า เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่นึกแต่เรื่องผลประโยชน์ของนายทุนเกินไป

“ยางพารา”  ในเรื่องลดต้นทุน ก็หันมาส่งเสริมเกษตรกรผลิตในประเทศแทนการนำเข้าปุ๋ยจากต่างต่างประเทศ ส่วนเพิ่มผลผลิต  ต้องเปลี่ยนพันธุ์ยางใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่า PRIM 600  ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รีบเปลี่ยนพันธุ์ยางที่เกษตรกรชาวสวนยางจะปลูกแทนหรือปลูกใหม่ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2558  โดยยึดพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตระดับชาวสวนลดลงได้เพราะพันธุ์ยางใหม่ๆที่วิจัยโดยสถาบันวิจัยยางการยางแห่งประเทศไทยมีผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ยางที่ชาวสวนยางปลูกไปแล้วถึงเท่าตัวซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำเทียบเคียงกับประเทศอื่นได้

“ปัจจุบันพันธุ์ยาง PRIM 600  มีเนื้อที่เพาะปลูกกว่า 70% ของพื้นที่ยางทั้งหมด แต่ไม่อาจโค่นแล้วปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงได้ในทันที เพราะต้นยางยังให้ผลผลิตน้ำยางอยู่ จึงเสนอให้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีที่เพิ่มผลผลิต คือฮอร์โมนเอพธิลีนมาให้ชาวสวนยางที่ปลูกด้วยพันธุ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว จะทำให้มีรายได้เพิ่ม ก็จะทำให้ชีวิตชาวสวนยางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยรัฐบาลไม่จำเป็นที่จะต้องแทรกแซงราคา หรือการประกันรายได้เป็นจำนวนมหาศาลเลย” ดร.อุทัย กล่าวย้ำในตอนท้าย

 

เปิดสเปค "นักการเมือง-พรรคการเมือง" ในฝัน ของเกษตรกรไทย

ขณะที่ นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) กล่าวว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง เราต้องการรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลแห่งชาติ ขึ้นมา เนื่องจากการสรรหาที่ผ่านการเลือกตั้งล้มเหลวในการแก้ปัญหาราคายางพารา การแก่ปัญหาน้ำท่วม และการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ก็ขาดความไว้วางใจที่จะมอบให้กับพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งในการบริหารประเทศในขณะนี้

“ประเทศไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤตจะต้องมีคนดี มีฝีมือเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะนำพาให้ประเทศชาติบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ดังนั้นรัฐบาลที่จะทำได้ก็คือ รัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลเฉพาะกาล คือคำตอบ”