KEY
POINTS
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ Gulf Cooperation Council หรือกลุ่ม GCC ที่ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ และบาห์เรน กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งการเติบโตที่ยั่งยืน โดยผลจากการวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและนโยบายการคลังล่าสุดเผยให้เห็นว่า ภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการ "ถอดรหัสพันธนาการ" จากความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยหันมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการกระจายฐานรายได้ที่หลากหลายและการเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคส่วนอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil Sector)
ภาพรวมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ของกลุ่มประเทศ GCC ในช่วงปี 2568-2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 4.4 โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมัน อาทิ การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ การเงิน และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าสนใจคือ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 สัดส่วนของภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในภูมิภาค (Real GCC GDP) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แม้ว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันตามมติของOPEC+ แต่ฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งในระยะยาวจะยังคงเป็น "โครงการอภิมหาโปรเจกต์" (Giga-projects) และระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
ขณะที่ความต้องการภายในประเทศของกลุ่ม GCC กำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าระบบเศรษฐกิจชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการ
ยูเออี ยังคงรักษาสถานะผู้นำในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและมีความโปร่งใสสูงงบประมาณแผ่นดินปี 2569 และวิสัยทัศน์ "We the UAE 2031": คณะรัฐมนตรี UAE ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายมูลค่ากว่า 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเพิ่มขึ้นถึง 29% จากปีที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ผู้นำตลาดทุน: ยูเออีได้กลายเป็นศูนย์กลางการออกพันธบัตรและหุ้นกู้อิสลาม (Sukuk) ของภูมิภาค โดยในปี 2568 มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ในตลาดแรกสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะบทบาทผู้นำด้านตราสารหนี้สีเขียว (Green Debt) เพื่อความยั่งยืน ซึ่งดึงดูดนักลงทุนระดับโลกที่เน้นด้าน ESG หรือการพัฒนาองค์กรด้วย “หลักความยั่งยืน - Sustainability” ได้อย่างมหาศาล
ซาอุดีอาระเบีย ยังคงเป็นตลาดโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ภายใต้ธงนำของแผนยุทธศาสตร์ Vision 2030 การลงทุนในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ ซึ่งซาอุดีอาระเบียครองสัดส่วนการจ้างงานในโครงการก่อสร้างกว่าร้อยละ 50 ของทั้งภูมิภาค ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นโครงการ NEOM, Red Sea Project หรือ Qiddiya ซึ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านจากระยะวางแผนเข้าสู่ระยะการดำเนินงานอย่างเต็มตัวการเติบโตของภาคเอกชน: คาดการณ์ว่า GDP ภาคที่ไม่ใช่น้ำมันจะขยายตัวราว 5% ในปี 2026 โดยได้รับการสนับสนุนจากการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล เป็นต้น
นอกจากนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s และ Fitch ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของ GCC ในปี 2569 ว่าอยู่ในเกณฑ์ "มีเสถียรภาพถึงเป็นบวก" (Stable to Positive) อัตราดอกเบี้ยในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูงแต่สามารถบริหารจัดการได้
โดยการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจจะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและเป็นเกราะป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบ ด้านสภาพคล่องของภาคธนาคารยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากระดับเงินทุนสำรองที่อยู่ในเกณฑ์สูงและความพร้อมในการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ ส่วนการบริหารการคลังของภาครัฐยังคงดำเนินไปอย่างรอบคอบและมีวินัย ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนทั่วโลก
ความเห็นของ สคต.ดูไบ ระบุในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ “We the UAE 2031” เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 10 ปีของยูเออี ซึ่งประกาศใช้ในปี 2565 เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุนและนวัตกรรมระดับโลกปัจจุบันสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนแล้วร้อยละ 67 แม้จะยังเหลือระยะเวลาดำเนินการอีก 6 ปี ปัจจุบัน ยูเออีสามารถครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการนำ AI มาใช้ในสถานที่ทำงาน เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดของโลก และสามารถดึงดูดกลุ่มมหาเศรษฐีได้มากที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่สาม
ในปี 2569 รัฐบาลยูเออีจะปรับรอบการวางแผนยุทธศาสตร์จาก 5 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือความผันผวนของโลก โดยมุ่งลดขั้นตอนการทำงานและนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเงินและการบริหารจัดการภาครัฐ ดังนั้น หากเป็นผู้ส่งออกสินค้ากลุ่ม อาหารคุณภาพสูง เทคโนโลยีสีเขียว หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ตลาด GCC ในปี 2569 คือโอกาสทอง เนื่องจากนโยบายรัฐสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนอย่างเต็มที่
การค้าระหว่างไทยกับ GCC มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่อง โดยไทยส่งออกล่าสุดปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) 7,673 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ขยายตัว 6.6%) สินค้าหลากหลาย เช่น รถยนต์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่อง อิเล็กโทรนิคส์ ขณะที่นำเข้า 25,003 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ขยายตัว 0.65%) สินค้าหลักคือ น้ำมันดิบและพลังงาน ทองคำ/เงินแท่ง โดยมีคู่ค้าเรียงตามลำดับมูลค่า ได้แก่ ยูเออี ซาอุดิอาระเบีย โอมาน คูเวต กาตาร์และบาห์เรน
ที่มา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ