
ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. แตะ 48.4% แรงหนุนมาตรการกระตุ้นศก.รัฐ
สนค. เผยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. 2568 อยู่ที่ 48.4% ขยับขึ้นเล็กน้อย เหตุรัฐเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง แม้ยังเจอแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน-ความตึงเครียดระหว่างประเทศ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,787 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 48.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นคาดว่ามาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ การส่งออกยังขยายตัวได้ดี สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจาก
1.ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีตอบโต้การนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
2. ความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างไทย - กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง
3.ภาระหนี้ครัวเรือนและธุรกิจที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะได้รับความช่วยเหลือลดภาระหนี้ผ่านมาตรการต่าง ๆ ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ที่อาจเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 48% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ คิดเป็น 13.19%
- สังคม/ความมั่นคง คิดเป็น 8.71%
- การเมือง คิดเป็น 8.57%
- เศรษฐกิจโลก คิดเป็น 8.54%
- ราคาสินค้าเกษตร 7.67%
- ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็น 2.68%
- ภัยพิบัติ/โรคระบาด คิดเป็น 1.69%
- อื่น ๆ คิดเป็น 0.95%
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 53.5%
- ภาคใต้ อยู่ที่ 47.9%
- ภาคเหนือ อยู่ที่ 46.7%
- ภาคกลาง อยู่ที่ 46.1%
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ 45.9%
ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มีเพียง 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่
- พนักงานของรัฐ อยู่ที่ 51.4%
ขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น
- นักศึกษา อยู่ที่ 49.6%
- ผู้ประกอบการ และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ มีค่าดัชนีเท่ากันอยู่ที่ 49.3%
- เกษตรกร อยู่ที่ 49%
- อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ 47%
- พนักงานเอกชน อยู่ที่ 46.9฿
สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ 34.6%
นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเป็นผลมาจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ อาทิ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและการขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการคุณสู้เราช่วย เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินของประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นยังส่งผลสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะท่าทีการเจรจาลดภาษีนำเข้าสินค้ากับสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อความกังวลของประชาชน ทั้งในด้านความมั่นคง สังคม และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
นอกจากนี้ อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือยังเป็นปัจจัยซ้ำเติมความกังวลของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา โดยภาครัฐจะยังคงดำเนินมาตรการเพื่อตอบสนองและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที เพื่อเป็นการบรรเทาความกังวลของประชาชนต่อไป
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความกังวลของประชาชนในทุกมิติ ทั้งในด้านสถานการณ์ภายในประเทศและภายนอกประเทศ อาทิ มาตรการหลักในการบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ตลอดจนการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน
สำหรับพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะในการควบคุมราคาสินค้าและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน ตลอดจนเร่งกระจายสินค้าและผลผลิตจากบริเวณชายแดนไปยังพื้นที่อื่น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ในทุกมิติอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมในการกำหนดมาตรการและตอบสนองต่สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งรัดการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป







