thansettakij
thansettakij
ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. แตะ 48.4% แรงหนุนมาตรการกระตุ้นศก.รัฐ

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. แตะ 48.4% แรงหนุนมาตรการกระตุ้นศก.รัฐ

15 ส.ค. 68 | 03:16 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ส.ค. 68 | 04:07 น.

สนค. เผยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. 2568 อยู่ที่ 48.4% ขยับขึ้นเล็กน้อย เหตุรัฐเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง แม้ยังเจอแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน-ความตึงเครียดระหว่างประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,787 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 48.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นคาดว่ามาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ การส่งออกยังขยายตัวได้ดี สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจาก 

1.ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีตอบโต้การนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย 

2. ความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างไทย - กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง 

3.ภาระหนี้ครัวเรือนและธุรกิจที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะได้รับความช่วยเหลือลดภาระหนี้ผ่านมาตรการต่าง ๆ ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ที่อาจเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 48% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ คิดเป็น 13.19% 

  • สังคม/ความมั่นคง คิดเป็น 8.71%
  • การเมือง คิดเป็น 8.57% 
  • เศรษฐกิจโลก คิดเป็น 8.54%
  • ราคาสินค้าเกษตร 7.67% 
  • ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็น 2.68%
  • ภัยพิบัติ/โรคระบาด คิดเป็น 1.69%
  • อื่น ๆ คิดเป็น 0.95% 

 

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. แตะ 48.4% แรงหนุนมาตรการกระตุ้นศก.รัฐ

 

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ 

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 53.5%
  • ภาคใต้ อยู่ที่ 47.9%
  • ภาคเหนือ อยู่ที่ 46.7%
  • ภาคกลาง อยู่ที่ 46.1% 
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ 45.9% 

ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มีเพียง 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ 

  • พนักงานของรัฐ อยู่ที่ 51.4%

ขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น 

  • นักศึกษา อยู่ที่ 49.6% 
  • ผู้ประกอบการ และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ มีค่าดัชนีเท่ากันอยู่ที่ 49.3%
  • เกษตรกร อยู่ที่ 49%
  • อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ 47%
  • พนักงานเอกชน อยู่ที่ 46.9฿

 

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. แตะ 48.4% แรงหนุนมาตรการกระตุ้นศก.รัฐ

 

สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ 34.6%

นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเป็นผลมาจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ อาทิ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและการขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการคุณสู้เราช่วย เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินของประชาชน 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจในระยะยาวต่อไป

 อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นยังส่งผลสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะท่าทีการเจรจาลดภาษีนำเข้าสินค้ากับสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อความกังวลของประชาชน ทั้งในด้านความมั่นคง สังคม และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 

 

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.ค. แตะ 48.4% แรงหนุนมาตรการกระตุ้นศก.รัฐ

 

นอกจากนี้ อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือยังเป็นปัจจัยซ้ำเติมความกังวลของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา โดยภาครัฐจะยังคงดำเนินมาตรการเพื่อตอบสนองและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที เพื่อเป็นการบรรเทาความกังวลของประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความกังวลของประชาชนในทุกมิติ ทั้งในด้านสถานการณ์ภายในประเทศและภายนอกประเทศ อาทิ มาตรการหลักในการบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ตลอดจนการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน 

สำหรับพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะในการควบคุมราคาสินค้าและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน ตลอดจนเร่งกระจายสินค้าและผลผลิตจากบริเวณชายแดนไปยังพื้นที่อื่น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม 

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ในทุกมิติอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมในการกำหนดมาตรการและตอบสนองต่สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งรัดการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป