thansettakij
thansettakij
ส.อ.ท.ชี้ EEC ต้องเร่งสร้างคน-ซัพพลายเชน EV ดันไทยสู่ฐานเทคโนโลยีสูง

ส.อ.ท.ชี้ EEC ต้องเร่งสร้างคน-ซัพพลายเชน EV ดันไทยสู่ฐานเทคโนโลยีชั้นสูง

07 ก.ย. 69 | 09:26 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ย. 69 | 09:57 น.

เอกชนชี้ EEC มีโอกาสก้าวสู่ฐานผลิต EV และเทคโนโลยีสำคัญของภูมิภาค หลังทุนต่างชาติแห่ลงทุนกว่า 200 โครงการ มูลค่าราว 1.4 แสนล้านบาทแต่โจทย์บทใหม่ต้องเร่งสร้างคน-ถ่ายทอดเทคโนโลยี-ยกระดับซัพพลายเชน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ SMEs ไทยเกาะขบวนการลงทุน ดันมูลค่าเศรษฐกิจไทย

KEY

POINTS

  • ส.อ.ท. ชี้ว่า EEC ต้องเร่งพัฒนาเพื่อก้าวข้ามจากการเป็นเพียงฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปสู่การเป็นฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
  • โจทย์สำคัญเร่งด่วนคือการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม ซอฟต์แวร์ และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้พร้อมรองรับการลงทุนจากต่างชาติ
  • จำเป็นต้องยกระดับซัพพลายเชนในประเทศให้สามารถผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีสูง เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น

จากฐานการผลิตยานยนต์สู่สมรภูมิ EV ประเทศไทยกำลังอยู่ตรงทางแยกสำคัญของ EEC เมื่อเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง แต่การจะเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มของไทย จำเป็นต้องเร่งสร้างคน ยกระดับซัพพลายเชน และกระจายโอกาสไปถึงผู้ประกอบการรายเล็ก

EEC ต้องเร่งสร้างคน-ซัพพลายเชน EV

นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประจำสำนักประธาน เปิดมุมมองทิศทางอุตสาหกรรมไทยและยุทธศาสตร์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในงาน Exclusive Roundtable EEC Never Stop : The Next Chapter อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดย “เนชั่นกรุ๊ป" โดยชี้ว่า ประเทศไทยมีต้นทุนความพร้อมจากการสั่งสมฐานอุตสาหกรรมยานยนต์มานานหลายทศวรรษ จนสามารถดึงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกเข้ามาปักหมุดฐานการผลิตใน EEC

อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน เพราะโจทย์สำคัญของ EEC ในบทต่อไป คือการทำอย่างไรให้ไทยก้าวพ้นจากการเป็นเพียงฐานการผลิต ไปสู่การเป็นฐานเทคโนโลยีที่มีคนไทยและผู้ประกอบการไทยอยู่ในห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น

จาก “จำเลยสังคม” สู่อุตสาหกรรมฟันเฟืองเศรษฐกิจ

นายสมมาตกล่าวว่า ในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ภาคอุตสาหกรรมมักถูกมองว่าเป็น “จำเลยสังคม” โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเสีย หรือมลพิษ แต่หากย้อนกลับไปหลายทศวรรษ จะเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากประเทศเกษตรกรรมมาสู่ประเทศอุตสาหกรรม เกิดขึ้นได้จากการขับเคลื่อนของผู้ประกอบการโรงงานจำนวนมาก

ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด ขณะที่ปัญหาอุตสาหกรรมนอกระบบเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้น การเหมารวมว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมดเกิดจากภาคอุตสาหกรรมจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในหลายพื้นที่

ในมุมของนายสมมาต ปัญหาขยะและน้ำเสียจำนวนมากมีต้นทางจากชุมชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมในระบบมีกรอบกำกับดูแลค่อนข้างเข้ม หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนเงื่อนไขหรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หน่วยงานรัฐมีอำนาจดำเนินการถึงขั้นสั่งปิดกิจการ

จุดยืนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจึงชัดเจนว่า ไม่ควรปกป้องผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบต่อประเทศ ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” หรือ Eco-Industry และเมืองเชิงนิเวศ หรือ Eco-City มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ EEC ที่ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

EEC ต้องเปลี่ยนภาพอุตสาหกรรม สู่ฟันเฟืองขับเคลื่อนศก.

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนา EEC เพราะพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงดึงโรงงานเข้ามาตั้ง แต่ต้องสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC นายสมมาตมองว่า ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ไทยมีพื้นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งและสะสมประสบการณ์มานานหลายสิบปี มีผู้ผลิตระดับโลกอย่าง Toyota และ Honda เข้ามาตั้งฐานการผลิตอยู่ก่อนแล้ว

เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่ EV ผู้ผลิตรายใหม่จึงสามารถใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศเดิม ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และองค์ความรู้ด้านยานยนต์ ทำให้ไทยมีความได้เปรียบในการรองรับการลงทุนรอบใหม่

แต่ความได้เปรียบดังกล่าวไม่ใช่หลักประกันว่าไทยจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ตลอดไป เพราะการผลิต EV มีโครงสร้างเทคโนโลยีแตกต่างจากรถยนต์แบบเดิม โดยเฉพาะแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์

ปัจจุบันมีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรม EV แล้วมากกว่า 200 โครงการ คิดเป็นมูลค่าราว 140,000 ล้านบาท แม้หลายโครงการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม ตัวเลขนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและโจทย์ใหญ่ของไทยว่าจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศในระยะยาว

ส.อ.ท.ชี้ EEC ต้องเร่งสร้างคน-ซัพพลายเชน EV ดันไทยสู่ฐานเทคโนโลยีชั้นสูง

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การพัฒนาซัพพลายเชน โดยภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทไทยทำหน้าที่เฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

เปิดพื้นที่เชื่อม “ปราจีนบุรี” กระจายฐานอุตสาหกรรม

อีกประเด็นที่นายสมมาตต้องการให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องคือ ขอบเขต EEC ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ทั้งหมดของชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราอยู่ภายใต้เขต EEC แต่เป็นการกำหนดพื้นที่เฉพาะ หรือ Declared Zone ในจุดที่มีศักยภาพ ด้วยเหตุนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ จึงเคยผลักดันแนวคิดเชื่อมโยงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเข้ากับ EEC ตั้งแต่ช่วงที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีบทบาทขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ โดยมองว่าปราจีนบุรีมีศักยภาพรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งด้านโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ EEC ทำเลที่อยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังและติดกับฉะเชิงเทรา รวมถึงศักยภาพด้านน้ำจากโครงการห้วยโสมง ซึ่งมีความจุประมาณ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการผลิต แม้การผลักดันในช่วงแรกจะเผชิญแรงต้านจากประชาชนบางส่วนที่กังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่นายสมมาตมองว่า การกระจายฐานอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่ที่มีความพร้อม จะช่วยกระจายความเจริญและลดการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

EEC ต้องโตไปด้วยกัน ดึง SMEs เข้าห่วงโซ่

สำหรับมิติที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายเล็ก นายสมมาตย้ำว่า การพัฒนา EEC ไม่ควรเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงผลประโยชน์ไปยัง SMEs และวิสาหกิจรายย่อยด้วย

บทเรียนจากการพัฒนาแหลมฉบังในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างสำคัญ จากเดิมที่พื้นที่ดังกล่าวมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่สูง เมื่อมีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบัง มูลค่าที่ดิน ธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรอบเพิ่มขึ้นอย่างมาก เกษตรกรจำนวนหนึ่งสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมและภาคบริการ ขณะที่ธุรกิจต่อเนื่องเกิดขึ้นรอบพื้นที่ลงทุน

ในปัจจุบัน ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและบริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องทำธุรกิจทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะการลงทุนทั้งโรงงาน หอพัก รถรับส่ง ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ จะกลายเป็นต้นทุนและภาระของบริษัท ดังนั้น โอกาสจึงสามารถกระจายไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่ได้

เมื่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามา ก็สามารถสร้างตลาดให้กับธุรกิจรายย่อย ทั้งบริการขนส่ง ที่พัก อาหาร และธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ ซึ่งท้ายที่สุดสะท้อนกลับมาเป็นรายได้ภาษีของท้องถิ่น และนำไปสู่การพัฒนาเมือง

ตัวอย่างที่เห็นได้จากพื้นที่ชลบุรี ได้แก่ เทศบาลตำบลสุรศักดิ์ เทศบาลนครแหลมฉบัง และเทศบาลเมืองศรีราชา ซึ่งมีฐานรายได้ภาษีอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับท้องถิ่นทั่วประเทศ

ดังนั้น เป้าหมายของ EEC ในระยะต่อไปจึงควรเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ “โตไปด้วยกัน” โดยทุนใหญ่เป็นหัวจักรดึงการลงทุน ขณะที่ SMEs และธุรกิจชุมชนเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่บริการและซัพพลายเชน

3 โจทย์เร่งด่วน “เทคโนโลยี-ซัพพลายเชน-คน”

อย่างไรก็ตาม นายสมมาตมองว่า ประเทศไทยยังมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้การดำเนินนโยบายในช่วงประมาณ 8 ปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า และผลสัมฤทธิ์ยังไม่เต็มศักยภาพ

โจทย์แรกคือ Technology Transfer หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี รัฐบาลต้องเปิดช่องให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากบริษัทต่างชาติ และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น

โจทย์ที่สองคือการยกระดับซัพพลายเชนเทคโนโลยีสูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ควบคุมยานยนต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม EV

แต่โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดคือ “คน” เพราะต่อให้มีเงินลงทุนและเทคโนโลยี หากประเทศไทยไม่มีกำลังคนที่พร้อมรองรับ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนให้กลายเป็นศักยภาพของประเทศได้

นายสมมาตเสนอว่า ประเทศไทยต้องลงทุนพัฒนากำลังคนล่วงหน้า ไม่ควรรอให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานแล้วจึงเริ่มผลิตบุคลากร เพราะนักลงทุนไม่สามารถรอระบบการศึกษาไทยผลิตคนเป็นเวลา 4-5 ปีได้

โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูงด้านวิศวกรรม ซอฟต์แวร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทยต้องสามารถตอบนักลงทุนได้ทันทีว่ามีบุคลากรพร้อมทำงานระดับสูง ไม่ใช่มีเพียงแรงงานระดับปฏิบัติการ

นอกจากนี้ ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น “กาวใจ” เชื่อมบริษัทต่างชาติ ผู้ประกอบการไทย และสตาร์ทอัป ผ่าน Technology Matching และ Joint Venture เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน การพัฒนา EEC จะเกิดผลอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากประเทศยังมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและคอร์รัปชัน นายสมมาตมองว่า ไทยไม่ได้ขาดกฎหมาย แต่ขาดการจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเท่าเทียม

เมื่อคนไทยเดินทางไปประเทศที่มีกฎระเบียบเข้มงวดอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ กลับสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเคร่งครัด เพราะตระหนักถึงบทลงโทษ ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างวินัยทางกฎหมายควบคู่กับการปราบปรามคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่บั่นทอนทั้งการพัฒนาเมืองและระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามประเด็นการสร้างคนและถ่ายทอดเทคโนโลยีของนายสมมาต ยังสอดคล้องกับมุมมองของผู้ดำเนินรายการ ซึ่งระบุว่า ทั้งสองเรื่องเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการจัดทำพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ พ.ร.บ. EEC จากการหารือในอดีตกับ ดร.อุตตม สาวนายน สะท้อนว่าประเทศไทยมีกรอบนโยบายอยู่แล้วสิ่งที่เหลือจึงไม่ใช่การคิดนโยบายใหม่ทั้งหมด แต่คือการผลักดันจากแผนไปสู่การปฏิบัติ ให้เกิดผลจริง

ท้ายที่สุด บทต่อไปของ EEC จึงไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนโรงงานหรือมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติ หากแต่ต้องวัดจากความสามารถของไทยในการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นเทคโนโลยี สร้างบุคลากรทักษะสูง ยกระดับ SMEs และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีคนไทยอยู่ในตำแหน่งสำคัญ

นี่คือโจทย์ที่ EEC ต้องเร่งตอบให้ได้ หากต้องการก้าวจาก “ฐานผลิต” ไปสู่การเป็น ฐานนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งใหม่ของภูมิภาค ในบทต่อไปของเศรษฐกิจไทย