
"อุตตม" ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โอกาสทอง EEC ดึงทุนโลก ยืดหยุ่นรับอุตสาหกรรมใหม่
อดีตรมว.คลัง เปิดเวที EEC Never Stops แนะสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกปั่นป่วน โอกาสทองประเทศไทยดึงดูดการลงทุนอีอีซี บี้รัฐเร่งสปีดปรับยืดหยุ่นอุตสาหกรรมเป้าหมาย
KEY
POINTS
- ดร.อุตตม ชี้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นโอกาสสำคัญของไทยและ EEC ในการดึงดูดการลงทุนจากธุรกิจที่ต้องการหาฐานการผลิตใหม่เพื่อบริหารความเสี่ยง
- ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบเชิงรุก เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในการคว้าโอกาสการลงทุน
- การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC ต้องมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อดึงดูดการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว
วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดยเนชั่นกรุ๊ป ว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปั่นป่วนในปัจจุบัน เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
“ยุคโลกาภิวัตน์ที่ธุรกิจมองหาทำเลลดต้นทุนการผลิตได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะปัจจุบันความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการค้า ทำให้ภาคธุรกิจต้องมองหาทำเลใหม่เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการหยุดชะงักที่คาดเดาไม่ได้ เช่น สงครามในตะวันออกกลาง” ดร.อุตตม กล่าว
ดร.อุตตม กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์และมีทรัพยากรหลากหลายที่เป็นจุดแข็งในภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางกระแสภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ความพร้อมของประเทศไทยและ EEC เอง ทั้งด้านกำลังคน ทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล รวมถึงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ที่จะรองรับนักลงทุน
ทั้งนี้ มองว่า ในปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า สิ่งที่เขาเสนอต่อนักลงทุนนั้นเชิงรุกมาก ๆ ดังนั้นโอกาสของไทยในการเปลี่ยนกระแสความผันผวนของโลกให้เป็นประโยชน์จึงขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถในการรุกคว้าโอกาสของประเทศเองเป็นสำคัญ
ดร.อุตตม ยังกล่าวถึงจุดกำเนิดของโครงการ EEC ว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากการหารือกันในช่วงปี 2558-2559 เมื่อเห็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากกระแสเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และการพัฒนาทักษะคนในหลายมิติ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ดร.อุตตม ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเชื่อมโยงโดยตรงกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุคที่ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทยเมื่อกว่า 30 ปีก่อน จนเกิดอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนเผชิญวิกฤตปี 2540 และฟื้นตัวกลับมาเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 5 ในช่วง 25-28 ปีต่อมา ก่อนจะชะลอตัวลงอีกครั้งจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2562 แต่อัตราการเติบโตกลับลดลงเหลือเพียง 3.6% จากเดิมที่เคยเฉลี่ย 5.3% ก่อนจะเผชิญวิกฤตโควิด-19
ซึ่ง ดร.อุตตมระบุว่าเป็นช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในกระทรวงการคลังพอดี และยืนยันว่าไม่เคยเห็นวิกฤตลักษณะนี้มาก่อน แม้จะฟื้นตัวได้ในเวลาต่อมา แต่อัตราการขยายตัวตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันกลับเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น
จากการอ้างอิงตัวเลขคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ดร.อุตตมชี้ว่าในปี 2569 ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามจะเติบโตสูงถึง 5-6% ขณะที่ไทยกลับรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน ต่างจากเมื่อ 15 ปีก่อนที่ไทยเคยเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยระบุว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิมเริ่มอ่อนล้า ทักษะแรงงานไทยยังตามโลกยุคใหม่ไม่ทัน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงักมาเป็นเวลานาน
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ในหลายมิติที่เชื่อมโยงกันจึงเกิดขึ้น โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงอุตสาหกรรมใหม่ แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเมือง คุณภาพชีวิตประชาชน และระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ นำไปสู่การผลักดันการลงทุนขนาดใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด
ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ EEC ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 โดยเลือกพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นจุดเริ่มต้น เนื่องจากมีฐานเดิมจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดอยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ทั้งนี้ พระราชบัญญัติ EEC สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่อย่างยึดโยงทั้งประเทศ ครอบคลุมถึงภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคอีสานในอนาคต โดยย้ำว่า หากทำแล้วยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนตรงนั้นไม่ได้ก็อย่าทำ
ทั้งนี้ในช่วงแรกของโครงการ ดร.อุตตม ระบุว่า ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่เดินทางมาสำรวจพื้นที่กว่า 500 คน ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จนเกิดการจับคู่ทางธุรกิจและชักชวนการลงทุนร่วมกัน ซึ่งผลตอบรับดังกล่าวเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เห็นความจำเป็นต้องมีกฎหมายและกรอบการทำงานที่ชัดเจนรองรับโครงการขนาดใหญ่นี้
อดีตรมว.คลัง ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC นั้น มีความจำเป็นต้องยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่กรอบใหญ่ยังคงใช้ได้อยู่ โดยอาจพิจารณาความเหมาะสมว่าประเทศไทยมีความต้องการดึงดูดการลงทุนประเภทใดเข้ามาลงทุน มีการเชื่อมโยงอย่างไรในการดึงดูดนักลงทุนทั้งต่างชาติ และนักลงทุนไทย ซึ่งจะต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว
“ไม่ว่าอีอีซี หรือโครงการใด ๆ ตอนคิดโครงการตั้งแต่ต้นมีโจทย์สำคัญคือคุณภาพชีวิตคนไทยต้องดีขึ้น หรือตอบโจทย์คนไทยหรือไม่เมื่อดึงเข้ามาลงทุนในพื้นที่ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทาย เพราะหลายเรื่องหลายอุตสาหกรรมเป็นของใหม่ก็ต้องมีคนกระทบ ดังนั้นจึงต้องดูให้เกิดความสมดุล และถ้าไม่คุ้มรัฐก็ต้องหารือกัน หรือต้องดูแลให้ดี” อดีตรมว.คลัง ระบุ







