thansettakij
thansettakij
WHAID ชี้ EEC ยังเนื้อหอมดึงลงทุนยุคใหม่ จี้รัฐเลือกรับ Data Center

WHAID ชี้ EEC ยังเนื้อหอมดึงลงทุนยุคใหม่ จี้รัฐเลือกรับ Data Center หนุนเศรษฐกิจ

07 ก.ย. 69 | 08:42 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ย. 69 | 09:58 น.

WHAID ชี้ EEC ยังเป็นทำเลทองของนักลงทุนต่างชาติ ด้วยภูมิศาสตร์–โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ระบุคลื่น Data Center ใช้ไฟเกือบ 3 หมื่นเมกะวัตต์ ทำไทยต้องเปลี่ยนจากรอรับทุน เป็น “เลือกรับทุน” ที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ ขณะที่โจทย์ใหญ่คือการขาดแคลนแรงงานระดับล่าง

KEY

POINTS

  • EEC ยังคงเป็นทำเลที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ด้วยจุดเด่นด้านที่ตั้งยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติต่ำ
  • การลงทุนในธุรกิจ Data Center ที่หลั่งไหลเข้ามามีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นความท้าทายและทำให้ไทยต้องเปลี่ยนนโยบายจากการดึงดูดทุนมาเป็นการ "เลือกรับ" ทุน
  • ภาครัฐถูกกระตุ้นให้คัดเลือกโครงการ Data Center ที่สร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สร้างระบบนิเวศ AI และใช้ซัพพลายเชนในประเทศ
  • ไทยยังคงมีจุดอ่อนด้านการขาดแคลนแรงงานระดับล่าง (Mass Labor) ซึ่งภาครัฐต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของ EEC

ท่ามกลางการแข่งขันดึงเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคอาเซียน EEC ยังคงรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่งหลายด้าน ทั้งทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และฐานอุตสาหกรรมที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ แต่เกมลงทุนบทใหม่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อทุน Data Center แห่เข้ามาด้วยความต้องการไฟฟ้าระดับมหาศาล ขณะที่ไทยต้องเร่งปิด รอยรั่วด้านแรงงาน เพื่อรักษาความเซ็กซี่ของ EEC ในสายตานักลงทุนโลก

EEC ยัง “เนื้อหอม” ทำเลไทยแต้มต่อเหนือคู่แข่ง

นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID กล่าวในงาน Exclusive Roundtable EEC Never Stop : The Next Chapter อีอีซี ก้าวต่อไป จัดโดย “เนชั่นกรุ๊ป” ว่า หากประเมินภาพการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า EEC ยังคงรักษาความ “เนื้อหอม” ในสายตานักลงทุนต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง

ภาพสะท้อนสำคัญมาจากทิศทางการลงทุนของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ โดย WHA มีนิคมอุตสาหกรรมในพอร์ตลงทุนรวม 17 แห่ง แบ่งเป็นการลงทุนในเวียดนาม 2 แห่ง ขณะที่ประเทศไทยมีถึง 15 แห่ง และในจำนวนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ EEC มากถึง 14 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากมุมมองของผู้ลงทุนที่ต้องตัดสินใจใช้เงินลงทุนจริง EEC ยังเป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบสูง

นายปจงวิชอธิบายว่า ความพร้อมของ EEC ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในปัจจุบัน สามารถมองได้เป็น 2 มิติ ได้แก่ ความได้เปรียบทางกายภาพที่มีมาแต่กำเนิด และ ความได้เปรียบจากโครงสร้างพื้นฐานและระบบวิศวกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ในมิติแรก หากมองยุทธศาสตร์ของอาเซียน ประเทศไทย โดยเฉพาะ EEC ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย จึงเอื้อต่อการขนส่งสินค้าและการย้ายฐานการผลิตจากจีนเพื่อเชื่อมต่อไปยังอินเดีย รวมถึงตลาดยุโรป

อีกปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นคือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดย EEC มีคะแนนประเมินความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติในระดับต่ำ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากน้ำท่วมและแผ่นดินไหว จึงกลายเป็นแต้มต่อในการคัดเลือกทำเลลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการความต่อเนื่องของการผลิต

โครงสร้างพื้นฐานอีสเทิร์นซีบอร์ด ปูทาง EEC 

ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบอีกด้านเป็นสิ่งที่ประเทศไทยใช้เวลาสะสมมานาน ตั้งแต่ยุคชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด(Eastern Seaboard) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ จนกลายมาเป็นจุดแข็งของ EEC ในปัจจุบัน

พื้นที่ดังกล่าวมีทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระบบไฟฟ้าแรงสูงระดับ 230 KV และ 500 KV ที่เชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้ง IPP และ SPP รวมถึงโครงข่ายท่อส่งน้ำดิบที่วางระบบเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ

โดยเฉพาะระบบน้ำ ซึ่งมีทั้ง East Water และบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบน้ำแบบบูรณาการ ช่วยลดภาระของนักลงทุนที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนขุดบ่อหรือสร้างระบบกักเก็บน้ำสำรองด้วยตนเองเหมือนการเข้าไปลงทุนในบางประเทศ

เมื่อรวมกับโครงข่ายทางหลวงที่มีขนาดกว้าง คุณภาพผิวถนนดี และมีความปลอดภัย ทำให้หากนำปัจจัยเหล่านี้ไปเทียบเคียงกับการคัดเลือกทำเลลงทุนแบบ “Beauty Contest” ในระดับภูมิภาค EEC จึงยังมีสถานะเป็นทำเลระดับท็อปของภูมิภาค

WHAID ชี้ EEC ยังเนื้อหอมดึงลงทุนยุคใหม่ จี้รัฐเลือกรับ Data Center หนุนเศรษฐกิจ


Data Center ทะลักใช้ไฟเกือบ 3 หมื่น MW 

อย่างไรก็ตาม การรักษาความได้เปรียบของ EEC ในระยะต่อไปไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องเปิดรับทุกการลงทุนโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center ที่กำลังเข้ามาอย่างรวดเร็ว

นายปจงวิชระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center ที่เสนอเข้ามาตั้งในพื้นที่ EEC มีปริมาณสูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งรวมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 40,000 กว่าเมกะวัตต์

แม้โครงการเหล่านี้อาจไม่ได้ก่อสร้างพร้อมกันทั้งหมด แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของความต้องการลงทุน และทำให้ไทยต้องเริ่มคิดใหม่จากเดิมที่เน้น “ดึงทุน” มาเป็นการ “เลือกทุน” โดยพิจารณาว่าโครงการใดสร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

หลักเกณฑ์สำคัญควรเริ่มจากโครงการต้องสามารถสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับประเทศไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล รวมทั้งต้องช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เชื่อมโยงธุรกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI ให้เกิดขึ้นในประเทศ

นอกจากนี้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการใช้ซัพพลายเชนของไทย ตลอดจนการจ้างผู้รับเหมาหรือแรงงานไทยให้มากที่สุด เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการก่อสร้าง Data Center แต่สามารถหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ บทบาทของคณะกรรมการนโยบายด้าน Data Center จึงมีความสำคัญในการกำหนดกรอบปริมาณเมกะวัตต์ รวมถึงคัดเลือกและจัดสรรสัดส่วนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมให้เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ

“อีอีซีต้องเลือกรับ Data Center โดยดูมากกว่าปริมาณเมกะวัตต์ แต่ต้องวัดว่าการลงทุนสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทย สร้าง AI Ecosystem และดึงซัพพลายเชนไทยเข้ามามีส่วนร่วมได้มากเพียงใด"

ไทยยังเหนือเวียดนาม แต่ “Mass Labor” คือจุดเปราะบาง

สำหรับการแข่งขันกับเวียดนาม นายปจงวิชมองว่า ไทยยังมีความ “เซ็กซี่” ในสายตานักลงทุนมากกว่าในหลายมิติ โดยเฉพาะความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV รวมถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ

จุดแข็งของไทยอยู่ที่การมี Facilities และโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่พร้อม ทำให้นักลงทุนสามารถเข้ามาตั้งฐานการผลิตและเชื่อมต่อกับซัพพลายเชนเดิมได้ง่าย ขณะที่ไทยยังมีวิศวกรและช่างเทคนิคที่มีคุณภาพและความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่าง หรือ Mass Labor ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากและต้องการขยายกำลังการผลิตในระดับ Mass Production

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มหันไปพิจารณาเวียดนามมากขึ้น แม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบด้านวิศวกรและช่างเทคนิคก็ตาม

ปิด “รอยรั่ว” แรงงาน สร้าง EEC อุตสาหกรรมสีเขียว

ข้อเสนอสำคัญจึงอยู่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ปัญหาแรงงาน โดยพิจารณาปรับปรุงหรือเพิ่มเติมกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการนำเข้าแรงงานระดับล่างเข้าสู่ภาคการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่ม Mass Production ที่ต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก

เพราะหากไทยสามารถปิดจุดอ่อนด้านแรงงานได้ พร้อมรักษาจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะสูง EEC จะยังมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถแข่งขันกับฐานการผลิตใหม่ในอาเซียนได้

ขณะเดียวกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมใน EEC ยังสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารถยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้เป็น อุตสาหกรรมสีเขียว ให้ความสำคัญกับ ESG และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพยากร เช่น การบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรและต้นทุนในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าบทต่อไปของ EEC อาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนเม็ดเงินลงทุนหรือจำนวนโครงการที่สามารถดึงเข้ามาได้อีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันว่าไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็น มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม ซัพพลายเชน และการจ้างงานในประเทศ ได้มากเพียงใด

สำหรับ EEC จุดแข็งเดิมยังคงอยู่ ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และฐานอุตสาหกรรม แต่โจทย์จากนี้คือการทำให้แต้มต่อดังกล่าวตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ขณะเดียวกันต้องกล้าตัดสินใจ “เลือกรับ” การลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ และเร่งแก้จุดอ่อนเรื่องแรงงาน เพื่อให้ EEC ยังคงเป็นหนึ่งในทำเลลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาต่อไป