thansettakij
thansettakij
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

“จุฬา” เปิดตัวเลขเงินลงทุนจริง EEC แตะล้านล้าน แม้ 2 เมกะโปรเจกต์สะดุด

07 ก.ย. 69 | 08:22 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ย. 69 | 08:36 น.

เลขาธิการ สกพอ. ร่วมวง EEC Never Stops เปิดข้อมูลการลงทุนจริงแตะล้านล้าน แม้ 2 เมกะโปรเจกต์สะดุด- ดันยุทธศาสตร์ 'ไข่แดง-ไข่ขาว' กระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมปรับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมรับผันผวน

KEY

POINTS

  • สกพอ. เปิดเผยตัวเลขเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่ EEC นับตั้งแต่ก่อตั้งโครงการ มีมูลค่ารวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท
  • ยอมรับว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 โครงการเกิดความล่าช้า ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภา
  • แม้โครงการใหญ่จะสะดุด แต่ภาพรวมเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และมีสัดส่วน GDP คิดเป็น 14% ของประเทศ

วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป ถึงกรอบการดำเนินงานของ EEC ว่า เมื่อเข้ามารับตำแหน่งได้ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง พบว่า EEC ถูกกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 5 ประการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

ประกอบด้วยการดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรเพื่อลดต้นทุนการประกอบการ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค การจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม และการพัฒนาเมืองให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับที่อยู่อาศัยได้

 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป

 

ดร.จุฬา ระบุว่า ได้นำข้อมูลตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2567-2568 มาประเมินความคืบหน้าของโครงการ โดยพบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 66 ภาคบริการประมาณร้อยละ 31 และภาคเกษตรประมาณร้อยละ 2.6 สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด

จากข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2560 พบว่าพื้นที่ในช่วงก่อนตั้ง EEC มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.7 หลังจากตั้ง EEC แล้ว พื้นที่ดังกล่าวมีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมาโดยตลอด แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 ที่อัตราการเติบโตติดลบถึงร้อยละ 7.1 แต่พื้นที่ EEC ก็สามารถฟื้นตัวและดึงการเติบโตของประเทศกลับขึ้นมาได้ก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่าพื้นที่อื่นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป

 

สำหรับภาพรวมพื้นที่ EEC มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 14 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แบ่งเป็นฉะเชิงเทราร้อยละ 2.3 ชลบุรีร้อยละ 6.6 และระยองร้อยละ 5.9 ซึ่งส่งผลให้รายได้ต่อหัวของประชากรในพื้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยจังหวัดระยองมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ขณะที่ชลบุรีอยู่ในอันดับ 3 รองจากกรุงเทพฯ และฉะเชิงเทราอยู่ในอันดับ 4

ขณะที่การลงทุนจริง ดร.จุฬา ยอมรับว่า นับตั้งแต่ตั้ง EEC มูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าการลงทุนจริงทั้งประเทศ โดยเฉลี่ยแล้วมีเงินลงทุนจริงเข้าสู่พื้นที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลงทุนในส่วนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในอุปกรณ์เพื่อประกอบกิจการ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงมากกว่าตัวเลขมูลค่าบัตรส่งเสริมการลงทุนที่ออกในแต่ละปี

อย่างไรก็ตาม โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บางโครงการเกิดความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 120,000 ล้านบาท รวมมูลค่าความล่าช้าของทั้ง 2 โครงการคิดเป็นประมาณ 240,000 ล้านบาท ส่วนโครงการสนามบินอู่ตะเภาที่ภาครัฐได้เริ่มก่อสร้างรันเวย์ไปแล้ว แต่ล่าช้ากว่าแผนไปประมาณ 2-3 ปี ขณะที่ภาคเอกชนเตรียมความพร้อมเข้าลงทุนต่อไป

ด้านการกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชน ดร.จุฬา กล่าวว่า ตอนนี้มียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ไข่แดง-ไข่ขาว ปัจจุบันมีการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้วทั้งสิ้น 47 เขตทั่วพื้นที่ EEC ซึ่งถือเป็นไข่แดง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันได้ออกแบบไข่ขาว ซึ่งเป็นภาคสังคมโดยรอบ เพื่อให้ชุมชนสามารถได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนที่เข้ามาในพื้นที่

 

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป

 

ดร.จุฬา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานพยายามปรับภาพลักษณ์เดิมที่มองว่าอุตสาหกรรมคือมลพิษ โดยชี้ว่าซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดจากวัสดุอุปกรณ์ในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากแรงงานที่เข้ามาทำงานซึ่งต้องกินต้องใช้ต้องอยู่ในพื้นที่ ซึ่งชุมชนสามารถได้รับประโยชน์ผ่านการขายอาหาร ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวให้กับแรงงานเหล่านี้

ส่วนของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปัจจุบัน EEC มีอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งสิ้น 12 อุตสาหกรรม แต่ในทางปฏิบัติได้ใช้วิธีบริหารจัดการในรูปแบบคลัสเตอร์อุตสาหกรรม แทนการพิจารณาแบบรายอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ อาทิ คลัสเตอร์การแพทย์ คลัสเตอร์ดิจิทัลที่ครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ คลัสเตอร์ยานยนต์ และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะที่แนวทางการบริหารแบบคลัสเตอร์ช่วยให้การวางแผนดึงดูดการลงทุนมีความแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไปเป็นลักษณะการย้ายฐานที่มาพร้อมกับซัพพลายเชนทั้งกลุ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีความยืดหยุ่น ในการกำหนดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

“แม้สถานการณ์โลกจะมีความผันผวน แต่กรอบใหญ่ของยุทธศาสตร์ EEC ยังคงสามารถใช้งานได้ เพียงแต่ต้องปรับน้ำหนักความสำคัญในแต่ละอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเดินหน้าดึงดูดนักลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้ EEC สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2559” ดร.จุฬา กล่าว

ส่วนการเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มเติมไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เลขาธิการ สกพอ. ยอมรับว่า ล่าสุดสำนักงานอยู่ระหว่างการศึกษาความพร้อมของพื้นที่ ซึ่งในหลักการศักยภาพของจังหวัดมีความพร้อมรองรับอุตสาหกรรม บริหาร และการเกษตร รวมทั้งเป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมทันสมัยใหม่ ๆ ที่มีการลงทุนในระยะยาว และยังช่วยดึงนักลงทุนกระจายตัวไปมากกว่าจะกระจุกอยู่ที่ตจังหวัดชลบุรี และระยองเพียงอย่างเดียว