
กลุ่มซีพี ชิงยื่นยกเลิกสัญญา ‘ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ รฟท. กาง 2 ทางออก รับมือ
กลุ่มซีพี ยื่นหนังสือ รฟท. ขอเลิกสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยอ้างเหตุผลว่าไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำให้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ รฟท. ได้เตรียมทางออกไว้ 2 แนวทาง คือ 1. การแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และ 2. การสิ้นสุดสัญญา หากแนวทางแรกไม่สำเร็จ
KEY
POINTS
- เอกชน (กลุ่มซีพี) ยื่นหนังสือขอเลิกสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยอ้างเหตุผลว่าไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำให้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้
- รฟท. ได้เตรียมทางออกไว้ 2 แนวทาง คือ 1. การแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และ 2. การสิ้นสุดสัญญา หากแนวทางแรกไม่สำเร็จ
- รฟท. สนับสนุนแนวทางการแก้ไขสัญญาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่หากต้องเลิกสัญญา จะส่งผลกระทบต่อการบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่เอกชนดูแลอยู่ด้วย
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท โดยมีรฟท.และบริษัทเอเชีย เอราวัณ จำกัด (ซีพี) เป็นคู่สัญญา สัมปทาน 50 ปี วันนี้รฟท.ได้รายงานคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.รับทราบข้อสรุป 2 แนวทาง หลังหารือ 3 ฝ่ายร่วมกับ EEC และเอกชนคู่สัญญา โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางเอกชนยื่นหนังสือต่อรฟท.เพื่อขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 เหตุไม่สามารถออก NTP ได้
เปิด 2 แนวทางเลือก
สำหรับข้อสรุป 2 แนวทางหลักในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้ แนวทางที่ 1 การแก้ไขสัญญาตามหลักการเดิม เป็นการดำเนินงานตามมติ กพอ. และมติ ครม. เดิม เพื่อแก้ไขหลักการของสัญญา
ทั้งนี้ปัจจุบัน รฟท. ได้ร่างสัญญาจากทางอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และเอกชนคู่สัญญา (กลุ่ม CP) ได้ยอมรับข้อสังเกตของอัยการทั้ง 18 ข้อแล้วเช่นกัน ซึ่งกระบวนการปัจจุบันเหลือเพียงการนำเสนอต่อ กพอ. และ ครม. เพื่อพิจารณาทบทวนมติเดิม ก่อนอนุมัติร่างสัญญาใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยตรง หากแนวทางนี้ผ่านโครงการจะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อไปได้ทันที
ขณะที่แนวทางที่ 2 การสิ้นสุดสัญญา หากแนวทางที่ 1 ติดอุปสรรคหรือไม่สามารถผ่านความเห็นชอบเชิงนโยบายได้ จะเข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา ซึ่งทางเอกชนคู่สัญญาได้ส่งหนังสือแสดงความประสงค์ขอเจรจาเพื่อสิ้นสุดสัญญาเข้ามายัง รฟท. แล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา (ข้อกฎหมาย)
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า รูปแบบการสิ้นสุดสัญญาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามที่ระบุในสัญญา ดังนี้
1. สิ้นสุดตามอายุสัญญาสัมปทาน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี
2. การเลิกสัญญาตามข้อ 6.2 หากการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ไม่สำเร็จ เนื่องจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ หรือเอกชนไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ภายในกำหนด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งในกรณีนี้เอกชนได้อ้างสิทธิ์ตามข้อ 6.2 เนื่องจากไม่สามารถรับบัตร BOI ได้สำเร็จครบถ้วนตามเงื่อนไข
3. การบอกเลิกสัญญาตามเงื่อนไขอื่นๆ เช่น รฟท. เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือเอกชนเป็นฝ่ายผิดสัญญา หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเหตุผ่อนผัน หรือคำสั่งจากรัฐบาลโดยใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ติดหล่ม BOI
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถออก NTP ได้ เนื่องจากทางเอกชนยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งเอกชนให้เหตุผลว่า หากจะให้ดำเนินการต่อโดยไม่มี BOI จะส่งผลกระทบต่อการจัดหาเงินกู้ จึงยื่นเงื่อนไขว่าต้องมีการแก้ไขสัญญาก่อน แต่เมื่อตกลงกันไม่ได้ตามกำหนดเวลา จึงนำมาสู่การขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2
เร่งเคลียร์หนี้แอร์พอร์ตลิงก์
ด้านการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่กลุ่มซีพีได้สิทธิบริการในปัจจุบันนั้น เนื่องจากสัญญาและการบริหารจัดการมีความเกี่ยวพันกัน หากสัญญาหลักสิ้นสุดลง สิทธิการบริหารเดินรถที่เอกชนดูแลจะสิ้นสุดลงด้วย เพราะการลงนาม MOU ร่วมกันจะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายนนี้
อย่างไรก็ดีรฟท. อยู่ระหว่างเตรียมแผนรองรับเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ
ส่วนภาระหนี้แอร์พอร์ตลิงก์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน เบื้องต้นมีตัวเลขค่าใช้จ่ายและรายได้ที่ต้องนำมาหารือกัน รวมถึงดอกเบี้ย โดยประมาณการเบื้องต้นอยู่ที่เดือนละประมาณ 50 ล้านบาท แต่ยังต้องรอการสรุปตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้งก่อนรายงานต่อบอร์ดรฟท.และคณะอนุกรรมการกฎหมายต่อไป
"รฟท. ยังเห็นว่าการเดินหน้าโครงการต่อไปตามแนวทางที่ 1 เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะลดขั้นตอนและทำให้งานก่อสร้างที่ค้างอยู่ดำเนินต่อได้ทันที แต่หากเอกชนยืนยันว่าไม่ไหวและขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เราก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและการเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์เป็นสำคัญ" นายอนันต์ กล่าว







