
‘อนุทิน’ชี้ชะตา ไฮสปีด 3 สนามบิน ส.ค.นี้ ‘กลุ่มซีพี’ รอดค่าปรับ-แบล็กลิสต์
ผ่าทางตัน ไฮสปีด 3 สนามบิน มูลค่า 2.24 แสนล้านบาทสะดุด หลังยืดเยื้อกว่า 6 ปี กลุ่มซีพี เอกชนคู่สัญญา เจอปัญหาแบงก์ไม่ปล่อยกู้ ล่าสุด รฟท.-สกพอ. ยื่นคำขาดเปิด 2 ทางเลือกสุดท้าย แก้สัญญา-ล้มประมูล เตรียมชงบอร์ด กพอ. เคาะข้อสรุปส.ค.นี้ ฟากบีทีเอสเล็งชิงเค้กประมูลใหม่ แนะปรับตัวเลขเงื่อนไข TOR ใหม่
KEY
POINTS
- คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน จะตัดสินใจอนาคตโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในเดือนสิงหาคมนี้
- มี 2 ทางเลือกหลักในการพิจารณา คือแก้ไขสัญญากับกลุ่มซีพี หรือยกเลิกสัญญาแล้วเปิดประมูลใหม่ เนื่องจากเอกชนไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนได้
- หากมีการยกเลิกสัญญาโดยการเจรจา กลุ่มซีพีจะไม่ถูกปรับจากความล่าช้าในการก่อสร้างและจะไม่ถูกขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์)
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่าลงทุน 224,544 ล้านบาทหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ล่าช้ากว่า 6 ปี แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง โดยมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เป็นคู่สัญญาสัมปทาน 50 ปี ทว่าเอเชีย เอรา วันเผชิญปัญหาใหญ่จนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้จนถึงปัจจุบัน
จากปัญหาดังกล่าว เอกชนจึงขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นัดประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 15 ก.ค. 2569 เพื่อหาทางออก ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในเดือนส.ค.นี้
2 ทางเลือก แก้สัญญา-ยกเลิก
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้เหลือ 2 ทางเลือกคือแก้ไขสัญญาต่อ หรือล้มประมูลเปิดใหม่ ต้องรอนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกพอ.พิจารณา เพราะมติครม.ปัจจุบันให้แก้ไขสัญญาได้ แต่หากเจรจากับเอกชนแล้วไม่สำเร็จก็ต้องยุติสัญญา เนื่องจากโครงการเดินหน้าต่อไม่ได้
“เรื่องเงินลงทุนที่แต่ละฝ่ายลงไปแล้ว จะชดเชยกันอย่างไรหากสิ้นสุดสัญญานั้น เป็นเรื่องที่รฟท.และเอกชนต้องพิจารณาร่วมกัน จากนั้นจะมีหนังสือแจ้งขอสิ้นสุดสัญญา ก่อนรฟท.จะหารือกับสกพอ.อีกครั้งว่าจะเดินหน้าโครงการต่ออย่างไร” นายจุฬากล่าว
สแกน 3 ข้อ เปิดทางล้มสัญญา
สำหรับสัญญาร่วมลงทุนฯ ในเงื่อนไขยกเลิกหรือสิ้นสุดในสัญญาฯ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พบว่า มี 3 ข้อหลัก ประกอบด้วย 1. เมื่อครบระยะเวลาของโครงการฯ อายุสัญญาสัมปทาน 50 ปี
2. เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6.2 ได้แก่ เงื่อนไขการส่งมอบพื้นที่ของโครงการ, การส่งมอบพื้นที่สนับสนุนบริการของโครงการ, การรับบัตรส่งเสริมการลงทุนของเอกชน ไม่สำเร็จครบถ้วนภายในวันที่กำหนดและคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้
3.เมื่อมีการเลิกสัญญาร่วมลงทุน เพราะเหตุตามที่กำหนดไว้ในข้อ 30.2 ประกอบด้วย เหตุเลิกสัญญามาจากความผิดพลาดของเอกชน, ถูกศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลาย, ไม่สามารถระดมทุนได้/ผู้สนับสนุนทางการเงินสละสิทธิโครงการฯ และเหตุเลิกสัญญามาจากความผิดพลาดของ รฟท. รวมถึงไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ของโครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนที่เหลือจนมีผลกระทบร้ายแรงอย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิของเอกชนที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา ตลอดจนการให้บริการเดินรถ
กลุ่มซีพีไม่ต้องจ่ายค่าปรับ-ถูกบัญชีดำ
การประเมินความเสียหายต้องรอให้ภาครัฐยกเลิกสัญญาก่อน เพราะตามกฎหมายต้องกลับสู่สถานะเดิม ซึ่งสัญญาระบุสาเหตุการบอกเลิกไว้แล้ว ส่วนกรณีเอกชนจะถูกขึ้นบัญชีดำตัดสิทธิ์ประมูลในอนาคตหรือไม่นั้น มองว่าหากเจรจาตกลงกันได้ ภาครัฐก็ไม่ได้ห้ามเข้าร่วมประมูลโครงการอื่น ส่วนค่าปรับก่อสร้างล่าช้า ปัจจุบันยังไม่มีการคิดค่าปรับเพราะสัญญาไม่ได้ระบุไว้
ส่วนประเด็นปรับโมเดลร่วมลงทุนจาก PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost ยืนยันว่ายังเป็นการลงทุนแบบเดิม หากจะปรับใหม่ต้องเริ่มศึกษารายละเอียดเพื่อเปิดประมูลใหม่
3 ทางเลือกหลังล้มไฮสปีด 3 สนามบิน
อย่างไรก็ดี หากไม่มีการลงทุนไฮสปีดในอีอีซี บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTA) หรือกลุ่มบีทีเอส ผู้รับสัมปทานพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ ยืนยันเดินหน้าต่อโดยไม่ต้องรอโครงการไฮสปีดเทรน
หากบอร์ดกพอ.ตัดสินใจยุติสัญญากับกลุ่มซีพี แนวทางที่ดีที่สุดคือใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนลงทุนใหม่ทั้งหมด มี 3 แนวทาง คือ 1. เร่งรถไฟสายสีแดงช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) เชื่อมแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ครอบคลุมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา
2. โยกงบไฮสปีดเทรน 1.2 แสนล้านบาท ไปพัฒนารถไฟทางคู่สายตะวันออกที่รฟท.มีแนวเส้นทางอยู่แล้ว ให้วิ่งความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. เชื่อมสายสีแดงแล้วต่อขยายเข้าพื้นที่ EEC เพราะดีมานด์ขนส่งทางรางขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ไฮสปีดเทรน
3. เปิด Open Access ให้เอกชนร่วมใช้รางหลังโครงสร้างพื้นฐานพร้อม โดยสกพอ.จะหารือรฟท.ให้เร่งลงทุน Missing Link และปรับปรุงรางทางคู่รองรับการใช้งาน เพื่อเปิดทางเอกชนเข้าให้บริการเดินรถรองรับดีมานด์ในพื้นที่ EEC
อ้างโควิดเป็นเหตุ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการนี้คาราคาซังมาหลายปีตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นเหตุให้ล่าช้า ตลอดที่ผ่านมาเอกชนและภาครัฐหารือหลายแนวทางเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้
หนึ่งในข้อเสนอคือกรณีเอกชนอ้างว่าไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้จึงขอปรับแก้สัญญา ซึ่งต้องพิจารณาว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องเปิดทางให้ทำได้หรือไม่
ส่วนเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทที่เอกชนระบุว่าลงทุนไปแล้ว นายสิริพงศ์กล่าวว่า คาดว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาร่วมลงทุน
ปัจจุบันเอกชนเข้าไปเดินรถและบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์แล้ว แต่การชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนยังเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จัดทำขึ้นหลังโควิด-19 โดยเอกชนรับภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายดำเนินงานไปก่อน ขณะที่การชำระค่าสิทธิทั้งหมดปรับเงื่อนไขออกไปตามข้อตกลง
เคลียร์ภาระหนี้แอร์พอร์ตลิงก์
สำหรับภาระที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งรฟท. ต้องการนำเงินจากเอกชนมาชำระนั้น มีมูลค่าประมาณ 10,671.09 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่หนี้ของกิจการโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่ถูกโอนมาให้เอกชนรับผิดชอบ แต่เป็นภาระหนี้เดิมของ รฟท. จากการก่อสร้างโครงการ ซึ่ง รฟท. มีแผนนำเงินจาก ค่าสิทธิร่วมลงทุน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่เอกชนต้องชำระ มาใช้ชำระหนี้ดังกล่าว
นอกจากนี้โครงสร้างของข้อตกลงกำหนดให้เอกชนต้องชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จำนวน 10,671.09 ล้านบาท เพื่อรับสิทธิในการดำเนินโครงการ ซึ่งเดิมกำหนดให้ชำระภายในปี 2564 แต่จากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้รายได้ของโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ลดลงอย่างมาก ทั้งสองฝ่ายจึงเจรจาปรับเงื่อนไขใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นการผ่อนชำระ 7 งวด รวมดอกเบี้ยแล้วประมาณ 11,731.13 ล้านบาท
ทั้งนี้ภายใต้ MOU ดังกล่าว เอเชีย เอรา วัน ได้ชำระเงินงวดแรกจำนวน 1,067.11 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของค่าสิทธิร่วมลงทุน เพื่อเป็นหลักประกันการดำเนินการตามข้อตกลง พร้อมทั้งเข้าไปบริหารและเดินรถโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ไปก่อน
ขณะเดียวกันที่ผ่านมารฟท. ยังได้จ่ายค่าเวนคืน 5,521 ไร่ วงเงิน 5,740 ล้านบาท รื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค 4,103 ล้านบาท
ส่วนเอกชนลงทุนการบริหารเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 โดยรับภาระการขาดทุนถึงปัจจุบัน 500 ล้านบาทต่อปี รวมกว่า 2,000 ล้านบาท รวมถึงค่าเตรียมการพื้นที่งานโยธาที่บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการให้กว่า 3,603 ล้านบาท
ปรับแผนบริหารสัญญาแอร์พอร์ตลิงก์
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานบอร์ดการรถไฟฯ กล่าวว่า กรณีสัญญาไฮสปีดจะสิ้นสุดลง ต้องดูเงื่อนไขในสัญญาว่าเข้าข้อใด เช่น 1. ครบกำหนด 50 ปี 2. ไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) ได้ 3. ความบกพร่องของรัฐและเอกชนที่เป็นเหตุสุดวิสัย
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรฟท. กล่าวว่า หากต้องสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน จะกระทบสัญญาบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ด้วย เพราะรฟท.ไม่สามารถต่อสัญญากับเอเชีย เอรา วันที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาร่วมลงทุนแล้ว โดยรฟท.อยู่ระหว่างเร่งหาแนวทางบริหารเดินรถให้ต่อเนื่อง ยืนยันจะไม่กระทบการให้บริการ
นายอนันต์ ยอมรับว่า เอกชนคู่สัญญาหาแหล่งเงินทุนไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นและมองว่าโครงการเสี่ยงสูงเกินไป จึงยื่นเงื่อนไขว่าหากไม่แก้ไขสัญญาเดิม โครงการอาจดำเนินต่อไม่ได้ เป็นเหตุให้ต้องสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน ผลจากการหารือ 3 ฝ่าย รฟท.จะเสนอบอร์ดรฟท.รับทราบในการประชุมเดือนก.ค.นี้ จากนั้นเตรียมนำเรื่องเข้าที่ประชุมกพอ. คาดใช้เวลาราว 2 เดือน จึงคาดว่าจะเสนอกพอ.ได้ภายในเดือนส.ค.นี้
เปิดข้อเสนอ 2 ทางเลือก
นายอนันต์กล่าวว่า จากการหารือร่วม 3 ฝ่าย คือรฟท. สกพอ. และเอกชนคู่สัญญา ได้ข้อสรุปรวม 2 ทางเลือกเสนอกพอ.พิจารณา ทางแรกคือแก้ไขสัญญาตามมติกพอ.เดิม
หากเห็นชอบก็เดินหน้าตามเงื่อนไขที่หารือไว้และเป็นไปตามร่างสัญญาที่อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว คาดเข้าครม.เพื่อขออนุมัติแก้ไขหลักการก่อนลงนามสัญญาฉบับใหม่
ส่วนอีกแนวทางคือสิ้นสุดสัญญา ซึ่งจะเกิดขึ้นหากกพอ.เห็นว่าไม่สามารถแก้ไขสัญญาตามมติเดิมได้ นำไปสู่การพิจารณาเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา
ทั้งนี้รฟท.และเอกชนต้องพิจารณาข้อกฎหมายและเงื่อนไขสัญญาอย่างละเอียด ว่าจะสิ้นสุดด้วยเหตุใด และแต่ละฝ่ายมีภาระหน้าที่
อย่างไรตามกฎหมาย PPP รวมถึงที่ผ่านมามีการลงทุนส่วนใดและใครต้องรับผิดชอบส่วนใดบ้าง
BTS ลุ้นรัฐปรับ TOR ใหม่
แหล่งข่าวจากบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า หากยกเลิกสัญญากับผู้ชนะประมูลรายเดิมและเปิดประมูลใหม่ บีทีเอสจะพร้อมหรือไม่ ยอมรับว่าในฐานะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต้องติดตามใกล้ชิด แต่จะรอความชัดเจนจากภาครัฐเป็นหลัก
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ปัจจุบันภาครัฐยังไม่ได้ยกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เข้าใจผิดว่าบีทีเอสกดดันหรือแทรกแซง ส่วนตัวเลขจากประมูลเดิมมองว่าทำไม่ได้จริงในสภาวะปัจจุบัน หากรัฐอยากให้เอกชนลงทุนต้องมีเงินสนับสนุนเพิ่ม
“ในการประมูลที่ผ่านมา เอกชนผู้ชนะยื่นขอรับเงินสนับสนุน (Subsidy) จากรัฐน้อยกว่ากลุ่มบีทีเอส แต่ตัวเลขนั้นไม่สอดคล้องความเป็นจริง เขายื่นขอน้อยกว่าก็ชนะไป ซึ่งผมเชื่อว่าทำไม่ได้ ดังนั้นหากประมูลใหม่ เงื่อนไขและตัวเลขต้องปรับปรุงใหม่ทั้งหมด” แหล่งข่าวระบุ







