
'กทพ.' ปรับสเปคอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง คุมงบ 1.1 หมื่นล้าน ลุ้นคลัง เคาะ Double Deck
กทพ. เผยความคืบหน้าทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ลดขนาดอุโมงค์เหลือ 14 เมตร เซฟต้นทุน ล็อควงเงินไว้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ชงครม. อนุมัติภายในปีนี้ เผยความคืบหน้าทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) รอคลังเคาะรูปแบบ PPP พร้อมลงพื้นที่เคลียร์ใจชุมชนใต้ทางด่วนและสหภาพฯ
KEY
POINTS
- กทพ. ปรับลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง จาก 17 เมตร เหลือ 14 เมตร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและเสถียรภาพของโครงสร้าง
- การปรับสเปคช่วยให้สามารถควบคุมงบประมาณโครงการให้อยู่ในกรอบวงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาทได้ แม้ต้นทุนวัสดุจะปรับตัวสูงขึ้น
- โครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) กำลังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) จากกระทรวงการคลัง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง "Tunnel Construction and Maintenance Technology" การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังองค์ความรู้จากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทยในการดำเนินโครงการอุโมงค์ขนาดใหญ่ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย การออกแบบ และการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการผลักดันคือโครงการอุโมงค์ทางด่วนกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเดิมมีการออกแบบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอุโมงค์ไว้ที่ 17 เมตร
ทั้งนี้ภายหลังจากการศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้านวิศวกรรม ได้มีการปรับลดขนาดลงเหลือ 14 เมตร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการก่อสร้าง เนื่องจากอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ยิ่งมีความซับซ้อนในการก่อสร้างมากขึ้น และส่งผลต่อเสถียรภาพของโครงสร้าง
"เชื่อมั่นว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่จะสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนโครงการได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในหลายประเทศมีการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่กว่านี้มาแล้ว" นายพิพัฒน์ กล่าว
ขณะที่สาเหตุที่ต้องออกแบบอุโมงค์ให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เนื่องจากต้องรองรับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเดินทางหลักของประชาชนในจังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ในปัจจุบันกว่า 65% ของการเดินทางในพื้นที่ใช้รถจักรยานยนต์ และมีความหนาแน่นสูงเป็นพิเศษในเส้นทางระหว่างอำเภอกะทู้และหาดป่าตอง จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรได้อย่างเพียงพอและปลอดภัย
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า งานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศเข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอแนวทางและประสบการณ์ด้านการก่อสร้างอุโมงค์ ประเทศเกาหลีใต้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการบริหารจัดการอุโมงค์
ด้านประเทศเยอรมนีนำเสนอเทคนิคและอุปกรณ์สนับสนุนงานก่อสร้างเพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนได้ถ่ายทอดประสบการณ์การก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ระดับ 17 เมตรที่ประสบความสำเร็จแล้ว
ปรับสเปคอุโมงค์
นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง ระยะที่ 1 วงเงิน 11,000 ล้านบาท แม้ต้นทุนก่อสร้างโดยรวมจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
ทั้งนี้ตามแผนจะดำเนินการจัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาแล้วเสร็จภายในก.ค.นี้ ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปีนี้
อย่างไรก็ดีหากได้รับการอนุมัติแล้ว คาดว่าจะเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี ขณะที่การเวนคืนที่ดินคาดว่าจะแล้วเสร็จ 100% ภายในเดือนก.ย. 2569
ที่ผ่านมาได้มีการปรับลดขนาดอุโมงค์ช่วยลดต้นทุนก่อสร้างลงได้ในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้ยังสามารถควบคุมกรอบวงเงินลงทุนโครงการไว้ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องขอเพิ่มงบประมาณจากกรอบเดิม
อัดงบ 2 หมื่นล้านเชื่อมสนามบินภูเก็ต
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการทางด่วน ระยะที่ 2 ช่วงกะทู้-สนามบินภูเก็ต มีวงเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
ทั้งนี้โครงการระยะที่ 2 จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดย กทพ.จะเร่งผลักดันให้ทั้งสองโครงการสามารถเปิดให้บริการได้ใกล้เคียงกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ต
อย่างไรก็ดีเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยให้การเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตไปยังพื้นที่ป่าตองและพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทางตอนใต้ของเกาะใช้เวลาเพียงประมาณ 20-30 นาที จากปัจจุบันที่ประสบปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก
ค่าผ่านทางเริ่มต้น 10 บาท
สำหรับอัตราค่าผ่านทาง กทพ.ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีการทบทวนโครงสร้างค่าผ่านทางใหม่ จากเดิมที่เคยพิจารณาไว้สำหรับ รถจักรยานยนต์จากเดิม 15 บาท เหลือ 10 บาท รถยนต์ 4 ล้อ จากเดิม 40 บาท เหลือ 20 บาท
ส่วนรถ 6-10 ล้อจากเดิม 85 บาท เหลือ 40 บาท และรถ10 ล้อจากเดิม 125 บาท เหลือ 60 บาท
แม้การปรับลดค่าผ่านทางจะส่งผลให้ผลตอบแทนโครงการลดลง โดยอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR) อาจลดลงประมาณ 2% แต่ กทพ.เห็นว่ายังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และจะใช้แนวทางเพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณโครงการเข้ามาสนับสนุน
อย่างไรก็ดีคาดว่าเมื่อเปิดให้บริการโครงการระยะที่ 1 จะมีปริมาณจราจรเฉลี่ยประมาณ 70,000 คันต่อวัน รวมรถจักรยานยนต์ และจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อโครงการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดภูเก็ต รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ในเบื้องต้นมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่บริการริมทาง (Service Area) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในลักษณะ Public-Private Venture (PPV) คล้ายกับโครงการที่ กทพ.ดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้เดินทางและสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับองค์กร
โยนคลังอนุมัติ Double Deck
ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) จากกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมและการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เตรียมความพร้อมคู่ขนานกันไป เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้เมื่อผ่านการอนุมัติ
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยเตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้ทางด่วนกว่า 300 ครอบครัว รวมถึงหารือร่วมกับสหภาพแรงงานของ กทพ. เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดที่ประเทศชาติจะได้รับจากการพัฒนาดังกล่าว
สำหรับประเด็นการขยายอายุสัญญาสัมปทานนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาและเสนอเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดมาก่อน
ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมจะนำตัวเลขมาพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นธรรมและคนไทยทั้งประเทศรับได้ ก่อนที่จะตัดสินใจอนุมัติโครงการในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป







