
‘คมนาคม’ กางผลสอบเครนถล่ม ‘ไฮสปีดเทรน-ถนนพระราม 2’ พบพิรุธเพียบ
‘คมนาคม เปิดผลสอบ ‘ไฮสปีด - พระราม 2’ เครนถล่ม ชี้พิรุธเอกชนลักไก่ทำงานไม่ขออนุญาต-ดัดแปลงสเปก พบใบอนุญาตหมดอายุ ฟากทล.สั่งลุยงานต่อ หวั่นเลิกสัญญากระทบความปลอดภัยประชาชนผู้ใช้ทาง
KEY
POINTS
- ผลสอบเหตุเครนถล่มโครงการรถไฟความเร็วสูงที่สีคิ้ว พบว่าไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรพัง แต่เป็นความล้มเหลวของระบบความปลอดภัย โดยเอกชนไม่ขออนุญาตทำงาน ไม่ตรวจเครื่องจักร และไม่มีการควบคุมหน้างาน
- กรณีเครนถล่มบนถนนพระราม 2 มีสาเหตุจากความผิดพลาดทางวิศวกรรมของผู้รับจ้าง 3 ประเด็นหลัก คือ ติดตั้งขางานเครนผิดตำแหน่ง, ใช้อุปกรณ์ยึดผิดจากแบบมาตรฐาน และวางฐานบนพื้นที่ลาดเอียงซึ่งไม่มั่นคง
- กระทรวงคมนาคมยังตรวจพบว่า เอกชน ใช้ใบรับรองความปลอดภัยของปั้นจั่น (ปจ.1) ที่หมดอายุ และใช้อุปกรณ์ดัดแปลงไม่ตรงตามสเปก
- สำหรับโครงการไฮสปีดกำลังรอความเห็นอัยการเพื่อพิจารณาบอกเลิกสัญญา ส่วนโครงการพระราม 2 จะไม่บอกเลิกสัญญาเนื่องจากคืบหน้าไปมาก แต่ใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดแทน
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ตกทับขบวนรถไฟ สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ว่า ที่ผ่านมาจากกระบวนการสอบสวน โดยคณะกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการด้านวิศวกรรม นำโดยนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการสอบสวนครบถ้วนใน 45 วันแล้ว
ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย แบ่งเป็น ผู้โดยสาร 30 ราย, พนักงานก่อสร้าง 1 ราย และบาดเจ็บ 71 ราย โดยรถไฟเสียหาย 3 คัน ทำให้คันที่ 2 ถูกทับจนเกิดไฟไหม้ ส่วนคันที่ 3 ตกราง ทำให้ต้องปิดเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 10 วัน กระทบขบวนรถไฟ กว่า 14 ขบวน
เปิดผลสอบเครนถล่มไฮสปีดไทย-จีน
นายจิระพงศ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน สัญญาที่ 3 - 4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด) ดำเนินการโดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วงหล่นลงมาจากที่สูง กว่า 10 เมตร ทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 สายกรุงเทพฯ - อุบลราชธานี บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น - สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ไม่ได้เกิดจากเครื่องพัง แต่เกิดจากระบบความปลอดภัยที่ล้มเหลว ที่ผู้รับจ้างไม่มีการขออนุญาตทำงานและไม่ตรวจเครื่องจักรให้ครบ รวมถึงไม่มีการควบคุมหน้างานจริง ส่งผลให้เครยเสียสมดุลจนเป็นเหตุให้ฐานรองรับด้านหน้าของเครนก่อสร้าง (Launching Gantry) ถล่มลงมาทับรถไฟ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ความเสียหายในโครงการรถไฟความเร็วสูง ปัจจุบันการก่อสร้างภาพรวมมีความคืบหน้าไปกว่า 99% เหลือการก่อสร้างงานโยธาเพียงประมาณ 16 สแปน ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 4-5 เดือน ก่อนส่งมอบงานให้รฟท.เพื่อดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อการรถไฟฯ อย่างมาก โดยเฉพาะค่าเยียวยาในส่วนของการรถไฟฯ ที่มีมูลค่าหลักร้อยล้านบาท ส่วนการชดเชยความเสียหายนั้น มีกรอบเงินในประกันสัญญาที่ครอบคลุมทั้งความเสียหายของบริษัท, บุคคลภายนอก (ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต) และความเสียหายที่เกิดกับโครงสร้างของการรถไฟฯ จำนวน 583 ล้านบาท
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการสั่งหยุดงาน ไปเกือบ 90 วัน โดยปัจจุบันเริ่มอนุญาตให้กลับมาทำงานในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเซกเมนต์ (Segment) แล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเซกเมนต์และเครื่องจักรติดตั้งคาน (LG) จะต้องได้รับการรับรองความปลอดภัยจากที่ปรึกษาควบคุมงานก่อนจึงจะเริ่มดำเนินการได้
โยนอัยการตัดสินบอกเลิกสัญญา
นอกจากนี้ รฟท. ยังได้ออกระเบียบเพิ่มเติมให้มีเจ้าหน้าที่ยืนยันความปลอดภัยก่อนที่จะอนุญาตให้รถไฟวิ่งผ่านพื้นที่ก่อสร้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ขณะที่การบอกเลิกสัญญากับเอกชนผู้รับจ้างสัญญานี้ ในทางกระบวนการทางกฎหมาย อยู่ระหว่างรอความเห็นจากอัยการสูงสุดมาประกอบการพิจารณาดำเนินการขั้นต่อไป
ส่วนการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการสอบสวนของรฟท. ได้สรุปผลและรายงานต่อกระทรวงคมนาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนในทางคดีอาญาก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการเร่งตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนที่สุด
สำหรับแนวทางแก้ไขเร่งด่วน เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ตรวจสอบเอกสารรายงานการตรวจสอบและทดสอบความปลอดภัย (ใบ ปจ.1) ของเครื่องจักรในทุกโครงการก่อสร้าง หากพบว่าเอกสารไม่ครบถ้วนให้สั่งหยุดงานทันที 30 วันเพื่อปรับปรุงให้ถูกต้อง พร้อมกำหนดให้เจ้าของงานจัดทำมาตรฐานการกำกับดูแลโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบ (Third Party) ส่วนในระยะยาวจะมีการยกระดับระบบควบคุมความปลอดภัยทั่วประเทศด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความมั่นคงแข็งแรงของเครื่องจักรในระหว่างการใช้งาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในอนาคต
เปิด 3 สาเหตุ เครนถล่ม ‘พระราม 2’
นายจิระพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ผลการตรวจสอบเชิงลึกกรณีอุบัติเหตุเครนถล่มบริเวณถนนพระราม 2 ของโครงการก่อสร้างทางยกระดับ สายเอกชัย-บ้านแพ้ว หรือมอเตอร์เวย์ M82 ตอน 7 โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็นผู้รับจ้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย โดยจากการวิเคราะห์ภาพจำลองเหตุการณ์และหลักฐานในพื้นที่พบว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากความผิดพลาดร่วมกันถึง 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.การที่ผู้รับจ้างดำเนินการติดตั้งขางานเครนผิดตำแหน่ง โดยนำไปวางบนบริเวณที่คอนกรีตมีความหนาไม่เพียงพอแทนที่จะวางบนจุดที่รับน้ำหนักได้ดี ทำให้คอนกรีตเริ่มแตกร้าวและเสียระดับ
2.ผู้รับจ้างติดตั้งอุปกรณ์ในลักษณะ Pin-Pin หรือยึดตายทั้งสองข้าง ซึ่งผิดไปจากแบบมาตรฐานที่กำหนดให้เป็นระบบ Pin-Roller ที่ต้องปล่อยให้ข้างหนึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้อิสระเพื่อรองรับการยืดหดตัว เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนและเหล็กเกิดการขยายตัวแต่ไม่มีช่องว่างให้ระบายแรงออก จึงเกิดแรงดันด้านข้างสะสมมหาศาลถึง 226.9 ตัน จนทำให้จุดซัพพอร์ตที่วางอยู่บนชิมบ็อกที่สูงชันอยู่แล้วเกิดการไถลและพลิกคว่ำลงมาในที่สุด
3.การซ้อนแผ่นเหล็ก 8 ชั้น บนทรายและบนพื้นลาดเอียง มีความเสี่ยงล้มได้ทุกเมื่อ ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรม เนื่องจากสแปนของสะพานจุดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษที่มีทั้งความลาดเอียงและทางโค้ง ทำให้การวางขาเครนไม่ได้สมมาตรกัน ส่งผลให้ขาดเสถียรภาพในการรองรับน้ำหนักหลายร้อยตัน อีกทั้งการขยายตัวของเหล็กจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าในช่วงเช้ามืดอุณหภูมิอยู่ที่ 21 องศาเซลเซียส ก่อนจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 26 องศาเซลเซียสในช่วงสาย ส่งผลต่อคุณสมบัติทางกายภาพของเหล็กให้ขยายตัวเทียบเท่ากับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 8 องศาเซลเซียส
“เราตรวจพบว่าผู้รับจ้างติดตั้งผิดแบบและใบรับรองความปลอดภัยของปั้นจั่น (ใบ ปจ.1) ของเครนตัวดังกล่าวหมดอายุลงแล้ว อีกทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ยังมีการดัดแปลงไม่ตรงตามสเปกที่ขออนุมัติไว้ ส่วนผู้ควบคุมงานกลับเพิกเฉยไม่ได้เข้าตรวจสอบรายละเอียดในขณะปฏิบัติงานและไม่ได้สั่งหยุดงานเมื่อพบความผิดปกติที่หน้างาน อีกทั้งการประเมินความปลอดภัยของตัวเครนมีความละเอียดไม่เพียงพอและเป็นเพียงเกณฑ์กว้างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยได้ทั่วประเทศ” นายปิยพงษ์ กล่าว
‘พระราม 2’ ไม่เลิกสัญญา
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบอุบัติเหตุคานถล่มในโครงการมอเตอร์เวย์ M82 บนถนนพระราม 2 เบื้องต้นกรมฯ ได้ยกระดับการตรวจสอบสู่ระดับนิติวิศวกรรม โดยมีการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์วิเคราะห์ข้อมูลทางวิศวกรรมอย่างละเอียด เพื่อพิสูจน์สมมติฐานการเกิดเหตุ คาดว่ากระบวนการทดสอบและสรุปผลทั้งหมดแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้
อย่างไรก็ดีข้อมูลหลักฐานดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร เพื่อประกอบการดำเนินคดีอาญา และส่งให้สภาวิศวกรพิจารณาความผิดด้านจรรยาบรรณวิชาชีพต่อผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของผู้รับจ้างและบุคลากรควบคุมงานของกรมทางหลวงเอง รวมถึงดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างเด็ดขาด
นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างในตอนที่ 7 ของโครงการมอเตอร์เวย์สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (M82) เบื้องต้นกรมฯ ได้ตั้งคณะกรรมการบริหารสัญญาที่มีผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดและกรมบัญชีกลางร่วมพิจารณาอย่างรอบคอบ
ขณะเดียวกันจากผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ชัดว่าเป็นความผิดของผู้รับจ้างและเข้าข่ายที่สามารถบอกเลิกสัญญาได้ตามดุลพินิจในมาตรา 103 ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แต่จากการวิเคราะห์ผลกระทบในทุกมิติ คณะกรรมการมีมติว่ายังไม่ควรบอกเลิกสัญญาในขณะนี้ เนื่องจากโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วถึง 88%
ทั้งนี้หากบอกเลิกสัญญาจะส่งผลให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ และอาจเกิดปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายรวมถึงการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนับพันล้านบาท อีกทั้งยังจะมีปัญหาเรื่องการรับประกันความชำรุดบกพร่องในงานเดิมที่ทำไปแล้ว 88% ซึ่งผู้รับจ้างรายใหม่อาจไม่ยอมรับความเสี่ยงส่วนนี้ ที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชน เพราะการทิ้งงานก่อสร้างค้างไว้บนถนนพระราม 2 ที่มีรถสัญจรตลอดเวลาจะสร้างอันตรายอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงได้ใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดแทน โดยสั่งการให้ปลดชุดปฏิบัติงานเดิมออกทั้งหมด และบังคับให้ผู้รับจ้างต้องว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการเดินเครื่อง Launching Girder (LG) ที่มีมาตรฐานสากลเข้ามาทำงานแทน พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการ Construction Safety Audit เข้าตรวจสอบทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด
สำหรับความคืบหน้าหน้างานในจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานติดตั้ง Segment ทั้งหมด 9 สแปน ปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 7 สแปน เหลือเพียง 2 สแปนสุดท้าย คาดว่าจะใช้เวลาติดตั้งให้แล้วเสร็จและคืนผิวจราจรได้ภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์ต่อจากนี้
นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกโครงการที่ใช้เครื่อง LG ต้องติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ติดตามความเคลื่อนไหวแบบ Real-time และติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยตั้งเป้าหมายจะเร่งรัดงานทั้งหมดเพื่อให้สามารถเปิดทดลองให้ประชาชนใช้งานเส้นทางจากเอกชัยถึงบ้านแพ้วได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้
นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า ความเสียหายในโครงการบนถนนพระราม 2 ขณะนี้ผู้รับจ้างได้ดำเนินการเยียวยาผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ส่วนความเสียหายทางโครงสร้างที่เกิดขึ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 11 ล้านบาทนั้น ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและผลิตชิ้นส่วนใหม่ทั้งหมดด้วยตนเอง โดยไม่สามารถเบิกเงินจากคู่สัญญากับทางกรมทางหลวงได้
ขณะเดียวกันกรมทางหลวงยังรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางนิติวิศวกรรมที่ครบถ้วน เพื่อประเมินความเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างต่อไป
ด้านการยกเลิกสัญญากับบมจ.อิตาเลียนไทย (ITD) นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการสรุปเรื่องเพื่อรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ในทางปฏิบัติภายใต้ระเบียบปัจจุบัน บริษัทดังกล่าวยังคงมีสิทธิ์ในการเข้าประมูลงานเนื่องจากเป็นบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ดีความคืบหน้าของมาตรการสมุดพกผู้รับเหมาหรือการตัดคะแนนความประพฤตินั้น ยังต้องรอทางกรมบัญชีกลางเป็นผู้ออกระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร
รื้อเงื่อนไขสัญญาใหม่-เพิ่มบทลงโทษผู้รับจ้าง
สำหรับการปฏิรูปมาตรฐานความปลอดภัยของกรมฯ ได้มีการกำหนดแนบท้ายสัญญาใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้กับโครงการขนาดใหญ่ในปี 2569 และจะขยายผลไปยังปีต่อ ๆ ไป โดยจะกำหนดเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นเงื่อนไขในสัญญาอย่างชัดเจน จากเดิมที่ขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้รับจ้างแต่ละราย แต่มาตรการใหม่นี้กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดหาวิศวกรความปลอดภัย (Safety Engineer) แยกส่วนมาดูแลเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีใบรับรองตามมาตรฐานสากลตามหลักวิศวกรรม
ทั้งนี้ในงานที่อันตรายจะต้องใช้มืออาชีพที่มีระดับวิชาชีพตามกฎหมายเข้ามาคุมเข้ม ที่สำคัญคือมาตรการเชิงรุกที่กรมทางหลวงจะใช้บทปรับเป็นรายวันหากผู้รับจ้างละเลยมาตรการความปลอดภัยตามที่ตักเตือน โดยไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อน
สำหรับโครงการที่ลงนามไปแล้วในปี 2568 เช่น มอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (วงแหวนตะวันตก) หรือทางยกระดับถนนบรมราชชนนี จะมีการเจรจาขอแก้ไขสัญญาเพื่อเพิ่มข้อกำหนดความปลอดภัยเหล่านี้เข้าไปด้วย รวมถึงการนำเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) และระบบ Monitoring มาใช้ตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างตลอดเวลาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน







