thansettakij
thansettakij
จับตา 23 เม.ย.นี้ บอร์ดรางเคาะค่าโดยสารรถไฟฟ้าเริ่ม 40 บาท เกินเวลาเก็บเพิ่ม

จับตา 23 เม.ย.นี้ บอร์ดรางเคาะค่าโดยสารรถไฟฟ้าเริ่ม 40 บาท เกินเวลาเก็บเพิ่ม

‘พิพัฒน์’ ดันกฎหมายตั๋วร่วม-กรมราง ลุ้น พ.ค.นี้ ถกเอกชนปรับสัญญาร่วมทุน PPP Gross Cost ดึงรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐรายเดียว จ่อชงกฎหมายลูก 77 ฉบับรับ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง เปิดโมเดลโซนนิ่งค่าโดยสารรถไฟฟ้าเริ่ม 40 บาทต่อเที่ยว ตั้งเป้าเริ่มใช้ทุกสายเป็นของขวัญปีใหม่ 2570

KEY

POINTS

  • วันที่ 23 เม.ย.นี้ กรมการขนส่งทางราง (ขร.) จะเสนอเรื่องต่อบอร์ดเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า
  • เสนอแนวคิดกำหนดค่าโดยสารแบบ Time Zone โดยเดินทางข้ามสายไม่เกิน 40 นาที คิดค่าโดยสาร 40 บาท หากเกินจะคิดเพิ่มเป็นสูงสุด 60 บาทต่อวัน
  • กระทรวงคมนาคมเตรียมเริ่มเจรจากับ BEM และ BTS ตั้งแต่ 1 พ.ค.นี้ เพื่อปรับโครงสร้างสู่การเป็นเจ้าของรายเดียว (Single Ownership) ให้รัฐสามารถควบคุมค่าโดยสารได้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการผลักดันระบบตั๋วร่วมเพื่อสอดรับกับนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ขณะนี้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (พรบ.) ตั๋วร่วม พ.ศ.2568 ได้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกรวม 20 ฉบับ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้

เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายลูกอีก 77 ฉบับ เพื่อรองรับการบริหารจัดการระบบขนส่งทางรางในภาพรวม โดยในระยะแรกจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เช่น การยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน การปรับเกณฑ์ให้เด็กอายุไม่เกิน 7 ปี หรือสูงไม่เกิน 120 ซม. ขึ้นฟรี และการบังคับทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสาร

“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ระบบตั๋วร่วมสามารถใช้งานได้สมบูรณ์ในทุกระบบ ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน” นายพิพัฒน์ กล่าว 

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันกระทรวงฯ เตรียมเริ่มกระบวนการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าคือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ระบบ Single Ownership หรือเจ้าของรายเดียว เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมอัตราค่าโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“หากการเจรจาเพื่อเป็นเจ้าของรายเดียวไม่ประสบความสำเร็จ กระทรวงฯ ได้เตรียมแผนสำรองด้วยการนำระบบโซนนิ่ง (Zoning) มาใช้ เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารตามโซนพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงสร้างราคาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดภาระต่อประชาชนน้อยที่สุด” นายพิพัฒน์ กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวันที่ 23 เมษายนนี้ กรมการขนส่งทางราง (ขร.) จะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน  เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูกบางฉบับจาก 77 ฉบับ เพื่อออกประกาศเป็นกฎกระทรวงได้ทันที 
 

สำหรับแนวทางการกำหนดโซนนิ่งเพื่อสอดรับกับนโยบายรถไฟฟ้าเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน เบื้องต้นกำหนดค่าโดยสารแบ่งเป็น Time Zone ในกรณีผู้โดยสารเดินทางในระบบข้ามสายไม่เกิน 40 นาทีต่อเที่ยว จะถูกจัดเก็บค่าโดยสารในอัตรา 40 บาท หากเดินทางเกิน 40 นาทีต่อเที่ยวจะถูกจัดเก็บค่าโดยสารเพิ่มอีก 20 บาท รวมเป็นค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายตลอดวันสูงสุด 60 บาท โดยจะมีการปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 5 บาท ทุกๆปีตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพื่อลดปัญหาการขาดทุนและการอุดหนุนจากภาครัฐ

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า ส่วนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐนั้น ต้องรอให้กระบวนการ แนวทางที่ภาครัฐกำลังผลักดันเพื่อแก้ปัญหาความซับซ้อนในการบริหารจัดการค่าโดยสาร โดยมีเป้าหมายให้ภาครัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นผู้บริหารจัดการหลักเพียงรายเดียวในโครงการรถไฟฟ้าในเมือง (Single Ownership) สำเร็จก่อนจึงจะสามารถเดินหน้าต่อได้ 

ทั้งนี้คาดว่าการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจะมีมูลค่าสัมปทานรวมทุกสายกว่า 1.4 แสนล้านบาท โดยรูปแบบเป็นการจ้างเอกชนเดินรถตลอดอายุสัญญาที่เหลือจากเดิมที่สัญญาเป็นการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost เปลี่ยนเป็น PPP Gross Cost ซึ่งเอกชนต้องนำสัญญาสัมปทานไปกู้กับสถาบันการเงินเพื่อดำเนินการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าต่อไป 

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ปัจจุบันได้นำร่องนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายนนี้ เบื้องต้นหากกระบวนการ Single Ownership และการเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ายังไม่แล้วเสร็จ เบื้องต้นจะมีการต่ออายุนโยบายดังกล่าวออกไปอีก 1 ปีก่อน จนกว่ากระบวนเหล่านี้จะดำเนินการแล้วเสร็จ