thansettakij
thansettakij
‘ไฮสปีดไทย-จีน’ เสี่ยงโรคเลื่อน เปิดบริการไม่ทันปี 73

‘ไฮสปีดไทย-จีน’ เสี่ยงโรคเลื่อน เปิดบริการไม่ทันปี 73

20 มี.ค. 69 | 00:59 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มี.ค. 69 | 01:05 น.

เขย่า 14 สัญญา ‘ไฮสปีดไทย-จีน’ 1.79 แสนล้านบาท หลังงานโยธาดีเลย์หนัก ติดหล่มปรับแบบโคราช-สถานีอยุธยา ชงรัฐบาลใหม่ปลดล็อก เสี่ยงเปิดให้บริการไม่ทัน ปี 73

KEY

POINTS

  • โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (กรุงเทพฯ-โคราช) คืบหน้าเพียง 52.4% ล่าช้ากว่าแผนอย่างมาก ทำให้เสี่ยงเปิดให้บริการไม่ทันเป้าหมายเดิมในปี 2573
  • ความล่าช้าเกิดจากปัญหางานโยธาในหลายสัญญา เช่น การปรับแบบสถานีอยุธยา พื้นที่ทับซ้อนกับโครงการอื่น และการหยุดก่อสร้างจากอุบัติเหตุ
  • การดำเนินงานหลายส่วนต้องรอการแต่งตั้งบอร์ด รฟท. และการตัดสินใจของรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่สัญญางานระบบรถไฟกับจีนต้องเจรจาต่ออายุเนื่องจากงานโยธายังไม่แล้วเสร็จ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการฯ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (ไฮสปีด) ระยะที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250.77 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 179,412.21 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนโดยใช้เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของจีนทั้งหมด ภาพรวมการดำเนินงานในปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ สะสม 52.4% ล่าช้า 28.2% จากแผนงานกำหนด 80.73%

ทั้งนี้เป้าหมายการเปิดให้บริการที่เคยวางไว้ในปี 2573 นั้น ยอมรับว่าสถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างมีระยะเวลาที่กระชั้นชิดมาก เนื่องจากงานโยธาที่เหลืออยู่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีครึ่ง จึงจะสามารถส่งต่อให้งานระบบในสัญญา 2.3 เข้าดำเนินการต่อได้

“หากกระบวนการใน 3 สัญญางานโยธาและสัญญางานติดตั้งระบบรางฯ ยังมีความล่าช้าเกินกว่าแผนที่ปรับใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อกำหนดการเปิดเดินรถในภาพรวม” นายอนันต์ กล่าว

ขณะเดียวกันในระหว่างนี้การดำเนินงานหลายอย่างต้องรอความชัดเจนจากการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ชุดใหม่และประธานบอร์ดคนใหม่ เพื่อเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจและลงนามในสัญญาจ้างผู้ว่าการ รฟท. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้การบริหารจัดการสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการก่อสร้างโครงการฯ มีงานโยธา จำนวน 14 สัญญาก่อสร้าง โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 2 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1-1 ช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร วงเงิน 362 ล้านบาท มีกรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้าง และสัญญาที่ 2-1 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กม. วงเงิน 3,114.98 ล้านบาท มีบริษัท ซีวิล คอนสตรัคชั่น เซอร์วิสเซส แอนด์ โปรดักส์ จำกัด เป็นผู้รับจ้าง

ขณะที่อีก 10 สัญญาอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบด้วย สัญญาที่ 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ระยะทาง 30.21 กม. วงเงิน 9,348.99 ล้านบาท มี บริษัท กิจการร่วมค้า ITD - CREC No.10 จำกัด ประกอบด้วย บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ร่วมกับพันธมิตรซีอาร์อีซี เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 30.06% ล่าช้า 0.9%

ด้านสัญญาที่ 3-2 งานอุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง ระยะทาง 12.23 กม. วงเงิน 4,279.33 ล้านบาท มี บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ คืบหน้า 99.8 % ล่าช้า 0.13% ,สัญญาที่ 3-3 ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ระยะทาง 26.10 กม. วงเงิน 9,838 ล้านบาท มี บจ.ไทย เอ็นยิเนียร์ และอุตสาหกรรม เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 59.7% ล่าช้า 24.8%

ขณะที่สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.45 กม. วงเงิน 9,848 ล้านบาท มี บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 99.8% ล่าช้า 3.2%

ทั้งนี้สัญญา 3-4 ปัจจุบันติดปัญหาการก่อสร้าง เนื่องจากเกิดเหตุใหญ่ เครนก่อสร้างหล่นทับรถไฟขบวน 21 ดีเซลรางด่วนพิเศษ กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 32 ราย ทำให้ปัจจุบันมีคำสั่งให้ผู้รับจ้างหยุดการก่อสร้างไว้ก่อน เพื่อรอผลการสอบสวนและรอการตอบกลับจากอัยการสูงสุดที่อาจจะมีการยกเลิกสัญญา

ขณะที่สัญญา 3-5 ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา ระยะทาง 12.38 กม. วงเงิน 7,750 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้า SPTK ประกอบด้วย บริษัท นภาก่อสร้าง จำกัด บริษัท ทิมเซคาร์ตาร์ เอสดีเอ็น บีเอชดีจำกัด และ บริษัท บิน่า พูรี่ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด) เป็นผู้รับจ้าง โดยสัญญานี้มีความล่าช้ามาก เนื่องจากมีประเด็นเรื่องการปรับโครงสร้างทางวิ่งบริเวณโคราชจากคันดินเป็นทางยกระดับ ทำให้วงเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องรอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ คืบหน้า 17.6% ล่าช้า 81.9%

ส่วนสัญญาที่ 4-2 ช่วงดอนเมือง-นวนคร ระยะทาง 21.80 กม. วงเงิน 10,570 ล้านบาท มี บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 10.1% ล่าช้า 58.9%

ด้านสัญญาที่ 4-3 ช่วงนวนคร-บ้านโพ ระยะทาง 23 กม. วงเงิน 11,525.36 ล้านบาท มี กิจการร่วมค้า ซีเอเอ็น จำกัด ประกอบด้วย บริษัท นภาก่อสร้าง จำกัด บริษัท ทิมเซคาร์ตาร์ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด และ บริษัท บิน่า พูรี่ เอสดีเอ็น บีเอชดี จำกัด เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 64.7% ล่าช้า 35%

สำหรับสัญญาที่ 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย วงเงิน 6,573 ล้านบาท มี บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 56.2% ล่าช้า 33% ,สัญญาที่ 4-6 ช่วงพระแก้ว-สระบุรี ระยะทาง 31.60 กม. วงเงิน 9,429 ล้านบาท มี บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 20.7% ล่าช้า 46.5%

ด้านสัญญาที่ 4-7 ช่วงสระบุรี-แก่งคอย ระยะทาง 12.99 กม. วงเงิน 8,560 ล้านบาท มี บมจ.ซีวิลเอ็นจิเนียริง เป็นผู้รับจ้าง คืบหน้า 70.6% ล่าช้า 4.2% และยังเหลืออีก 2 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง และสัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง

นายอนันต์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีอุปสรรคในบางช่วงที่ทำให้งานก่อสร้างล่าช้ากว่าแผน โดยเฉพาะประเด็นการส่งมอบพื้นที่และปัญหาในรายสัญญาที่ยังไม่ได้ข้อยุติ จำนวน 3 สัญญา คือ สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างรอคำตอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับร่างสัญญาที่มีการแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้ร่วมกัน ซึ่งจะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาเห็นชอบเรื่องนี้ด้วย

ส่วนสัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ซึ่งครอบคลุมสถานีอยุธยา ขณะนี้ รฟท. ได้เตรียมแผนปรับรูปแบบสถานีอยุธยาใหม่ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของรายงานผลกระทบต่อมรดกโลก (HIA) โดยจะเป็นการปรับแบบภายใต้คอนเซปต์เดิมในสัญญาเดียวกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวหากต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคต

อย่างไรก็ดีตามแผนสัญญา 4-5 รฟท. คาดว่าจะดำเนินการสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ก่อนเริ่มกระบวนการประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ได้ภายใน 6 เดือน หากเป็นไปตามแผนจะเริ่มงานก่อสร้างโยธาทางวิ่งได้ภายในปีนี้

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับสัญญา 2.3 ซึ่งเป็นสัญญาการจัดหาระบบราง ระบบไฟฟ้า เครื่องกล และการจัดหาขบวนรถไฟ ซึ่งลงนามสัญญาไปเมื่อปี 2562 และกำลังจะครบกำหนดอายุสัญญา 5 ปี ในปีนี้

ทั้งนี้เบื้องต้น รฟท.จำเป็นต้องเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อปรับแผนงานและจัดทำรายละเอียดต่ออายุสัญญาใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) ได้ เพราะการส่งมอบพื้นที่งานโยธายังไม่เสร็จสิ้น

อย่างไรก็ดีแนวทางการเจรจาหลังจากนี้จะขอให้ฝ่ายจีนทยอยเข้าพื้นที่ก่อสร้างเป็นส่วน ๆ เพื่อให้งานติดตั้งระบบสามารถเริ่มดำเนินการคู่ขนานไปกับงานโยธาที่เสร็จแล้ว

หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,185 วันที่ 22 -25 มีนาคม พ.ศ. 2569