KEY
POINTS
วันที่ 23 ม.ค.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุบัติเหตุเครนถล่มต่อเนื่อง 2 วันซ้อน ในสัญญา 3-4 สัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้วของโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดไทย-จีน) และตอน 7 ในโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว นั้น
ทั้งนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกฎหมายและเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ในวันที่ 29 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณาข้อสรุปในการยกเลิกสัญญากับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ อย่างเป็นทางการ สอดรับตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หาผู้รับผิดชอบอย่างถึงที่สุด เนื่องจาก รฟท. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อำนาจการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นของคณะกรรมการ (บอร์ด)
"เราทราบแล้วว่าความผิดพลาดเกิดจากตรงไหน ในสัญญาบอกชัดว่าคุณต้องแจ้งสถานีก่อนหน้า แต่ไซต์งานกลับไม่แจ้ง นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องถูกนำไปพิจารณาบอกเลิกสัญญา" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์วันที่ 14 มกราคม ในไซต์งานก่อสร้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่อำเภอสีคิ้ว นั้น เบื้องต้นพบความบกพร่องชัดเจนในส่วนของมาตรการความปลอดภัยตามที่ระบุไว้ในสัญญา
สำหรับข้อกำหนดในสัญญาระหว่าง รฟท.และผู้รับเหมา (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ระบุชัดเจนว่า ในขณะที่มีการทำงานในไซต์งานก่อสร้าง หากมีขบวนรถไฟเคลื่อนที่ผ่าน ผู้รับเหมาต้องใช้วิทยุสื่อสารแจ้งไปยังสถานีก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน หรือสูงสุดไม่เกิน 7 วัน เพื่อขอระงับการเดินรถชั่วคราว ให้รถไฟหยุดรอจนกว่าไซต์งานจะเคลียร์พื้นที่เสร็จสิ้น
“เมื่อตรวจสอบบันทึกการสื่อสารกลับไม่พบปรากฏหลักฐานการวิทยุแจ้งจากไซต์งานไปยังสถานี เพื่อให้หยุดรถแต่อย่างใด ส่งผลให้ขบวนรถไฟเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ก่อสร้างจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง” นายอนันต์ กล่าว
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ขณะที่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 ในโครงการมอเตอร์เวย์เอกชัย-บ้านแพ้วนั้น จากการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมร่วม,กรมทางหลวง (ทล.) และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ข้อสรุปว่าได้มีการปิดการจราจรถนนทางหลัก 100% ในพื้นที่โครงการก่อสร้าง โดยรื้อถอนส่วนที่เสียหายเพื่อนำโครงสร้างที่ค้างอยู่บนสะพาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่เครื่องส่งคานติดตั้ง (LG) พังถล่มลงมาจนเกิดความเสียหายต่อพื้นผิวสะพานออกทั้งหมดก่อน โดยเปิดช่องทางคู่ขนานให้ประชาชนใช้บริการแทน
นอกจากนี้กรมฯได้เร่งงานก่อสร้างจุดเสี่ยงบนสะพานริมแม่น้ำท่าจีน เนื่องจากการสร้างตอหม้อที่เชื่อมต่อบริเวณริมแม่น้ำท่าจีนที่มีนั่งร้านจำนวนมาก เบื้องต้นทาง วสท.วิเคราะห์ว่าหากตั้งไว้นานจะเกิดความไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการพังถล่ม จึงต้องเร่งก่อสร้างให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน
“จากการสั่งหยุดงานผู้รับเหมา จะส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดวิ่งให้บริการล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือนเมษายนนี้” นายปิยพงษ์ กล่าว
นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า กรมทางหลวงยืนยันว่าการสั่งหยุดงานคือมาตรการลงโทษรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากจะทำให้ผู้รับเหมา เหลือเวลาทำงานน้อยลงและไม่มีสิทธิ์ขอชดเชยเวลาเพิ่ม เพราะเป็นความผิดของผู้รับจ้างเอง หากงานไม่เสร็จตามสัญญาภายในเดือนพฤษภาคม 2569 จะถูกปรับสัญญานี้ในอัตราสูงสุด วันละประมาณ 4.7 ล้านบาท คิดจาก 0.25% ของวงเงินสัญญา 1,800 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีหากผู้รับเหมากลับมาทำงาน เบื้องต้นกรมฯได้สั่งการให้ผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ 1.พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัยสูงสุด 100% 2.ต้องตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องจักรทุกชิ้นและติดตั้งเซ็นเซอร์เตือนภัยเพิ่ม 3.เปลี่ยนทีมวิศวกรและคนทำงานชุดใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือ 4.ให้ วสท. เข้ามากำกับควบคุมการทำงานตลอดเวลา 5. รายงานขั้นตอนการทำงานต่อให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง
“กรมฯยืนยันเดินหน้าเตรียมบอกเลิกสัญญาอย่างรอบคอบ โดยตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กรมทางหลวง, สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง เพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายและเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาไว้รอผลสรุปสาเหตุหากผลสอบชี้ชัดว่าผิดเงื่อนไขและสิทธิ์ในการบอกเลิกสัญญามีระบุไว้ชัดเจนจะดำเนินการต่อไป” นายปิยพงษ์ กล่าว