thansettakij
‘อนุทิน2’ ปักธงแลนด์บริดจ์ คุมคมนาคม ลุยเมกะโปรเจ็กต์

‘อนุทิน2’ ปักธงแลนด์บริดจ์ คุมคมนาคม ลุยเมกะโปรเจ็กต์

18 ก.พ. 2569 | 02:46 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.พ. 2569 | 03:00 น.

“อนุทิน ชาญวีรกูล” นำพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกลับเข้ามานั่งคุมกระทรวงเกรด A โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เพื่อ “สานต่อ-ปิดจ๊อบ” ภารกิจโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับล้านล้านบาทที่ค้างท่อมานาน ปักธง “แลนด์บริดจ์” เป็นหัวเจาะทางเศรษฐกิจควบคู่การปฏิรูประบบรางทั่วประเทศ

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้ากลับมาบริหารกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ค้างอยู่มูลค่ารวมกว่าล้านล้านบาท
  • ชูโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมชุมพร-ระนองเป็นโครงการเรือธงมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้และเป็นโครงการเร่งด่วน
  • เตรียมสานต่อโครงการสำคัญอื่นๆ ทั้งการสร้างมอเตอร์เวย์และทางพิเศษ รถไฟทางคู่เฟส 2 และแผนพัฒนาขยายสนามบินทั่วประเทศ

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาบริหารกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง คาดว่าจะผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการที่มีสถานะ “ค้างท่อ” ในปัจจุบัน ทั้งโครงการระดับ “เมกะโปรเจ็กต์” และโครงการใหม่ที่รอสานต่อกว่า 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนหลักล้านล้านบาท

ดันแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านปลุกใต้

ประเดิมด้วยโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมระหว่างชุมพร-ระนอง มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในปัจจุบัน ยืนยันชัดเจนว่า หากพรรคกลับมาคุมคมนาคม โครงการนี้จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นแน่นอน เพื่อปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ หลังจากหาเสียงเอาไว้ว่า จะผลักดันโครงการนี้แน่นอน เพื่อทวงคืนโอกาสให้ประชาชนชาวใต้ที่หายไปกว่า 30 ปี

ความสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกวางหมากให้เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะสร้างแรงจูงใจให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและสนามบินอู่ตะเภาเดินหน้าต่อได้ โดยชูจุดเด่นการร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาถึง 4 วัน และสร้างงานกว่า 300,000 ตำแหน่ง

แม้ปัจจุบันยังมีเสียงค้านจากคนในพื้นที่และพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามแต่ภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าโมเดลการดึงต่างชาติเข้าร่วมลงทุน PPP แบบไม่ใช้งบประมาณรัฐ จะเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด

ลุยทางพิเศษ-มอเตอร์เวย์

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณา ซึ่งจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เห็นชอบ

ทั้งนี้เพื่อให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อไปได้ เริ่มต้นด้วยโครงข่ายทางพิเศษและมอเตอร์เวย์ วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท กลุ่มนี้เน้นการแก้ปัญหาคอขวด รอบกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว ประกอบด้วย

1.โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช- วงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันออก วงเงิน 13,665 ล้านบาท

2.โครงการทางพิเศษ สายศรีนครินทร์ -ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท

3.โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 46,751ล้านบาท

4.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับบางปะอิน (Junction) เชื่อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) กับถนนทางหลวงหมายเลข 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท

5.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับ เชื่อมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) หรือ M9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท และ 6.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ (M8) ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงิน 61,154 ล้านบาท

ลงทุนรถไฟทางคู่ เฟส 2

ด้านการลงทุนโครงการรถไฟระบบทางคู่ ระยะที่ 2 วงเงินรวมกว่า1 แสนล้านบาท โดยการสานต่อรถไฟทางคู่ในเส้นทางสายใต้ เช่น 1.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 29,099 ล้านบาท 

2.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ -สงขลา วงเงิน 64,578 ล้านบาท

3.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,574 ล้านบาท พัฒนาสนามบิน 4 แสนล้าน

สำหรับแผนการพัฒนาสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ทอท.ต้องใช้เงินลงทุนรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ในการขยายศักยภาพการรองรับ 6 สนามบินของทอท.

ทั้งนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสร้าง 2 สนามบินใหม่ คือ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน โดยมีโครงการสำคัญ ดังนี้

1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 เตรียมนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท มีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบินทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ

2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุน 13,520 ล้านบาท และการลงทุนพัฒนาสนามบินระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 245,369 ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน

ทั้งนี้รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม. โดยตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เชื่อมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1

AOT ยังมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานอื่น ๆ อาทิ โครงการพัฒนาการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาทท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายระยะที่ 1 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะสามารถขออนุมัติโครงการได้ภายในปี 2570

ส่วนของท่าอากาศยานหาดใหญ่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างทบทวนแผนแม่บท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570

ศึกษาสร้าง 2 สนามบินใหม่

ขณะที่แผนการสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงาและท่าอากาศยานล้านนา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน พื้นที่ 5-6 พันไร่

ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าการลงทุนเสร็จแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และเชียงใหม่

อย่างไรก็ดีในปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจะกำหนดแผนงานก่อสร้างและเปิดบริการต่อไป

นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ จ.ระยอง มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยเริ่มสร้าง เฟส 1 ก่อน

 

‘อนุทิน2’ ปักธงแลนด์บริดจ์ คุมคมนาคม ลุยเมกะโปรเจ็กต์

ดันดิสนีย์แลนด์-สนามกีฬา

ขณะที่อีกโครงการลงทุนสำคัญ เพื่อพัฒนาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยประกาศไปแล้ว คือ การผลักดันโครงการก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ในประเทศไทย บนพื้นที่ 3,000 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี มูลค่าลงทุน 2-3 แสนล้านบาท

เช่นเดียวกับโครงการสปอร์ตคอมเพล็กซ์ พื้นที่ 2,000 ไร่ ประกอบไปด้วย สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ,อินดอร์ สเตเดียม มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่มีกาสิโนบนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการลงทุนที่พรรคภูมิใจไทยต้องใจว่าจะต้องกลับมาผลักดันให้ได้