

KEY
POINTS
เลือกตั้งใหญ่ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย พรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนท่วมท้นจนผงาดขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
แม้หน้าตาของ “รัฐบาลใหม่” จะยังไม่ชัด และไม่รู้ว่าจะมีสีน้ำเงินผสมสีอะไรบ้าง แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมืองก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่า “กระทรวงเกรดเอบวก” อย่างกระทรวงคมนาคม
คงหนีไม่พ้นเป็นกระทรวงหลักที่พรรคภูมิใจไทยจองเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มบริหารราชการแผ่นดิน ความสำคัญของ กระทรวงคมนาคม เป็นหนึ่งในกระทรวงอันดับต้นๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายหลักหลายแสนล้านบาททุกปี อีกทั้งยังผูกพันกับนักลงทุน ผู้รับเหมา
ที่สำคัญยังเป็นกระทรวงหลักในการออกแบบนโยบายลดค่าครองชีพ เพื่อมัดใจประชาชนบนเป้าหมายสร้างฐานเสียงทางการเมืองในระยะยาว นั่นจึงทำให้กระทรวงนี้เนื้อหอมจนแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ยอมปล่อยไปให้ใครดูแล
ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์สำคัญที่กำลังรอรับรัฐบาลใหม่ และเจ้ากระทรวงคมนาคมคนใหม่
โดยเมื่อตรวจสอบโครงการที่มีสถานะ “ค้างท่อ” ในปัจจุบันมีโครงการระดับ “เมกะโปรเจ็กต์” และโครงการใหม่ที่รอสานต่อรวมกันกว่า 15 โครงการ และมีมูลค่าการลงทุนเฉียด 1.5 ล้านล้านบาท
สำหรับเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ที่สุด นั่นคือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมระหว่างชุมพร-ระนอง มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท
โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ยืนยันชัดเจนว่า หากพรรคกลับมาคุมคมนาคม โครงการนี้จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นแน่นอน เพื่อปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ หลังจากหาเสียงเอาไว้ว่า จะผลักดันโครงการนี้แน่ๆ เพื่อทวงคืนโอกาสให้พี่น้องชาวใต้ที่หายไปกว่า 30 ปี
ความสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกวางหมากให้เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะสร้างแรงจูงใจให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภาเดินหน้าต่อได้ โดยชูจุดเด่นการร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาถึง 4 วัน และสร้างงานกว่า 300,000 ตำแหน่ง
แม้ปัจจุบันยังมีเสียงค้านจากคนในพื้นที่และพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามแต่ภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่าโมเดลการดึงต่างชาติเข้าร่วมลงทุน PPP แบบไม่ใช้งบประมาณรัฐ จะเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด
ขณะที่อีกโครงการลงทุนสำคัญ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยประกาศไปแล้ว หลายครั้งนั้นคือ การผลักดันโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่มีกาสิโนบนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กว่า 5,000 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท
ทั้งการก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ในประเทศไทย บนพื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุน 2 แสนล้านบาท รวมทั้งศูนย์กีฬาและสนามกีฬาที่มีความจุ 50,000 ที่นั่ง บนพื้นที่ 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เตรียมหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อติดตามความก้าวหน้า
โดยเฉพาะแนวทางการศึกษา แนวทางการเจรจาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ดิสนีย์แลนด์ว่าเป็นอย่างไร คาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงโครงการค้างท่อในขณะนี้ว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณา ซึ่งจะต้องผ่านความเห็นขอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เห็นชอบเพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ โครงข่ายทางพิเศษและมอเตอร์เวย์ วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท
สำหรับกลุ่มนี้เน้นการแก้ปัญหาคอขวดรอบกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1.โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันออก วงเงิน 13,665 ล้านบาท 2.โครงการทางพิเศษ สายศรีนครินทร์ -ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท
3.โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 46,751 ล้านบาท 4.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับบางปะอิน (Junction) เชื่อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) กับถนนทางหลวงหมายเลข 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท
5.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับ (Junction) เชื่อมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) หรือ M9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท
6.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ (M8) ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงิน 61,154 ล้านบาท
ด้านการลงทุนโครงการรถไฟระบบทางคู่ ระยะที่ 2 วงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยการสานต่อรถไฟทางคู่ในเส้นทางสายใต้ เช่น 1.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 29,099 ล้านบาท
2.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ -สงขลา วงเงิน 64,578 ล้านบาท
และ3.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,574 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการการขยายขีดความสามารถสนามบิน วงเงินรวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท เช่น 1.โครงการพัฒนาดอนเมืองเฟส 3 วงเงิน 36,830 ล้านบาท 2.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท
3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 13,829 ล้านบาท เพื่อรองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบเต็มสูบ
ซึ่งโครงการเหล่านี้มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติโดยตรง
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุกับฐานเศรษฐกิจว่า โครงการค้างท่อของกระทรวงคมนาคมที่กล่าวมาข้างต้นยืนยันว่ายังคงเดินหน้าต่อเนื่อง
เพราะเป็นโครงการที่พรรคภูมิใจไทยเคยดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้ในช่วงที่เป็นรัฐบาล
ส่วนความล่าช้าการจัดทำงบประมาณปี 2570 เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะสามารถเดินหน้าคู่ขนานร่วมกันได้ และจะไม่กระทบต่อโครงการที่ค้างท่อ เพราะในปัจจุบันรัฐบาลยังเบิกจ่ายอยู่ในงบประมาณปี 2569
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,175 วันที่ 15 -18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569