

KEY
POINTS
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการดิสนีย์แลนด์บนพื้นที่อีอีซีว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมก่อน
ทั้งนี้ในเบื้องต้นทางกระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมหารือร่วมกันในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในพื้นที่
“กรณีที่พื้นที่ดิสนีย์แลนด์เป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จะกระทบต่อการเวนคืนที่ดินหรือไม่นั้น ยืนยันว่า การจัดสรรที่ดินไม่ติดปัญหาด้านกฎหมาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ถูกรองรับการดำเนินโครงการไว้อยู่แล้ว” นายจุฬา กล่าว
สำหรับพื้นที่ก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ประมาณ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท โดยโครงการจะอยู่ภายใต้พื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ ของ EEC นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ศูนย์กีฬาและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งมีสนามกีฬาที่มีความจุ 50,000 ที่นั่ง อีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการประมาณ 300,000 ล้านบาท
ส่วนภาพรวมโครงการลงทุนในพื้นที่อีอีซี 5 โครงการ วงเงินรวม 6.1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย
1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท ที่ผ่านมาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี) ได้มีการเจรจาแก้ไขร่างสัญญาโครงการฯแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของอัยการและรอการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กพอ.
ทั้งนี้กระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขสัญญาในขั้นตอนสุดท้ายจำเป็นต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารจัดการเพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและชัดเจนตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้
2.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 วงเงินลงทุนรวม 64,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลหลังท่า 550 ไร่ และบ่อกักเก็บตะกอนดินเลน 450 ไร่ เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลวในพื้นที่
ทั้งนี้ในช่วงที่ 1 งานโครงสร้างพื้นฐานและงานถมทะเล 1,000 ไร่ เสร็จสมบูรณ์ 100% ตั้งแต่มีนาคม 2568 ส่วนช่วงที่ 2 การลงทุนท่าเทียบเรือก๊าซและสินค้าเหลว โดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินัล จำกัด เริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่ตุลาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเตรียมเปิดดำเนินการท่าเทียบเรือก๊าซและสินค้าเหลวภายในปี 2569-2570 เพื่อรองรับการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น 10.8 ล้านตันต่อปี
3. โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุนรวม 1.1 แสนล้านบาท โดยงานส่วนที่ 1 ก่อสร้างงานถมทะเลและชายฝั่ง คืบหน้ากว่า 90% ซึ่งมีแผนส่งมอบงานให้ กทท.กลางเดือนกรกฎาคมนี้
ขณะเดียวกันปัจจุบันกทท.ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ GPC ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 จากเดิมกำหนดจะส่งมอบพื้นที่ในปลายปี 2568 เนื่องจากขณะนี้จากการตรวจสอบพบการตีความในสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีการร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลให้ได้มาตรฐานก่อนส่งมอบพื้นที่ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายสัญญา
ด้านงานจ้างส่วนที่ 2 งานระบบถนน งานอาคาร งานระบบสาธารณูปโภค งานท่าเทียบเรือชายฝั่ง และงานท่าเทียบเรือบริการ รวมถึงการวางระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งสินค้าภายในประเทศ เพื่อรองรับการสร้างรางรถไฟเข้าไปถึงบริเวณหลังท่าเทียบเรือ คืบหน้าราว 11%
อย่างไรก็ดีหากส่งมอบพื้นที่ได้ตามกำหนด ท่าเทียบเรือ F จะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในปี 2571-2573 รองรับตู้สินค้าเพิ่มเป็น 18 ล้าน TEU ต่อปี
4. โครงการเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา วงเงินลงทุน 200,000 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 6,500 ไร่ ล่าสุดสกพอ.และ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการฯ อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ภายใต้ข้อตกลงฯ ฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (HSR) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัท UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน
ด้านสกพอ.เตรียมดำเนินการส่งหนังสือแจ้งให้ UTA เริ่มนับระยะเวลาโครงการ (Notice to Proceed หรือ NTP) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นเมืองการบินอัจฉริยะและศูนย์กลางธุรกิจการบิน
5.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) วงเงินลงทุน 10,000 - 13,000 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 210 ไร่ ในเขตสนามบินอู่ตะเภา ที่ผ่านมาได้มีการเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทยอนุมัติเห็นชอบการลงทุนโครงการฯ โดยมีการปรับสัญญาให้กระชับและชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการเช่าช่วง และเตรียมลงนามเช่าพื้นที่กับ EEC เป็นเวลา 50 ปี
สำหรับโครงกานี้สามารถรองรับการซ่อมใหญ่ (Heavy Maintenance) เครื่องบินลำตัวกว้างได้ 110 ลำต่อปี และลำตัวแคบ 130 ลำต่อปี เริ่มก่อสร้างเต็มรูปแบบปี 2570 ซึ่งจะแล้วเสร็จปี 2573 โดยมีเป้าหมายเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบินชั้นนำระดับโลก