thansettakij
ผ่าเมกะโปรเจ็กต์ 1.3 ล้านล้าน ค้างท่อ ลุ้นรัฐบาลใหม่ 'ภูมิใจไทย' สานต่อ

ผ่าเมกะโปรเจ็กต์ 1.3 ล้านล้าน ค้างท่อ ลุ้นรัฐบาลใหม่ 'ภูมิใจไทย' สานต่อ

11 ก.พ. 2569 | 08:01 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.พ. 2569 | 10:06 น.

จับตา 14 เมกะโปรเจ็กต์คมนาคม มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท ค้างท่อ รอรัฐบาลใหม่ไฟเขียว เปิดไพ่ตายใบสำคัญ 'แลนด์บริดจ์' เชื่อมเศรษฐกิจขนส่ง หลังภูมิใจไทยประกาศยืนกรานเดินหน้าต่อ

KEY

POINTS

  • จับตา 14 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคม มูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท รอลุ้นการอนุมัติจากรัฐบาลใหม่ 
  • พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถูกคาดหวังให้เป็นผู้ผลักดันโครงการเหล่านี้ให้เดินหน้าต่อ
  • โดยมีโครงการสำคัญที่รอการสานต่อ ทั้ง แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง, โครงข่ายมอเตอร์เวย์, รถไฟทางคู่สายใต้ และการขยายสนามบินหลัก

บรรยากาศการเมืองหลังเลือกตั้งข้นคลั่ก เมื่อพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาเป็นแกนนำที่มีแต้มต่อสูงในการจัดตั้งรัฐบาล สปอตไลท์ทุกดวงจึงจับจ้องไปที่อาคารกระทรวงคมนาคม ถนนราชดำเนินทันที เนื่องจากมี "เมกะโปรเจ็กต์" มูลค่ามหาศาลกว่า 1,340,942 ล้านบาท ที่สถานะปัจจุบันยังคง "ค้างท่อ" รอการประทับตราอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนฟันเฟืองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ

ประเดิมด้วยประเด็นร้อนแรงที่สุดคือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) ชุมพร-ระนอง มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท ซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยืนยันชัดเจนว่า "หากพรรคกลับมาคุมคมนาคม โครงการนี้จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นแน่นอน"

ทั้งนี้​แลนด์บริดจ์ถูกวางหมากให้เป็น "ตัวช่วย" สำคัญที่จะสร้างแรงจูงใจให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภาเดินหน้าต่อได้ โดยชูจุดเด่นการร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาถึง 4 วัน และสร้างงานกว่า 300,000 ตำแหน่ง

แม้ปัจจุบันจะยังมีเสียงค้านจากคนในพื้นที่และพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามแต่ภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่าโมเดลการดึงต่างชาติเข้าร่วมลงทุน (PPP) แบบไม่ใช้งบประมาณรัฐ จะเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด ​แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า

ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมที่อยู่ระหว่างรอ รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณา ซึ่งจะต้องผ่านความเห็นขอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เห็นชอบเพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนี้

โครงข่ายทางพิเศษและมอเตอร์เวย์ วงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท สำหรับกลุ่มนี้เน้นการแก้ปัญหาคอขวดรอบกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว ประกอบด้วย โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันออก วงเงิน 13,665 ล้านบาท

โครงการทางพิเศษ สายศรีนครินทร์ -ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต ช่วงเมืองใหม่- เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 46,751 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับบางปะอิน (Junction) เชื่อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) กับถนนทางหลวงหมายเลข 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท

โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับ (Junction) เชื่อมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) หรือ M9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ (M8) ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงิน 61,154 ล้านบาท

ด้านระบบรางทางคู่ ระยะที่ 2 วงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยการสานต่อรถไฟทางคู่ในเส้นทางสายใต้ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 29,099 ล้านบาท 

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ -สงขลา วงเงิน 64,578 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,574 ล้านบาท

ถือเป็นยุทธศาสตร์การลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่สำคัญ หากรัฐบาลชุดใหม่ชักช้า อาจส่งผลกระทบต่อแผนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับประเทศเพื่อนบ้านและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน

นอกจากนี้การขยายขีดความสามารถสนามบิน วงเงินรวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท เช่น โครงการพัฒนาดอนเมืองเฟส 3 วงเงิน 36,830 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก(East Expansion) วงเงิน 13,829 ล้านบาท เพื่อรองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบเต็มสูบ ซึ่งโครงการเหล่านี้มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติโดยตรง

​การที่พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงสูงสุดและมีโอกาสคุมบังเหียนกระทรวงเกรด A อย่างคมนาคมอีกครั้ง เป็นทั้ง "โอกาส" และ "ความท้าทาย" ในเชิงบวก โครงการที่ค้างท่อส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกผลักดันมาอย่างต่อเนื่องในยุคก่อนหน้า ทำให้การ "Quick Win" หรือการกดปุ่มอนุมัติสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

​อย่างไรก็ตามในสไตล์การทำงานแบบ "พูดแล้วทำ" ของภูมิใจไทย สิ่งที่ต้องจับตาคือ "การปรับปรุงรายละเอียดสัญญา (PPP)" และ "ภาระทางการคลัง" เนื่องจากวงเงินรวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาทนี้ จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณและเงินกู้ที่รัดกุม ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะที่ยังเป็นประเด็นอ่อนไหว ​โครงการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การก่อสร้าง

แต่มันคือการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับทศวรรษหน้า หากรัฐบาลชุดใหม่มัวแต่วุ่นอยู่กับการจัดสรรเก้าอี้ จนลืมขยับเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ เศรษฐกิจไทยอาจเสียโอกาสสะสมในระยะยาว

โดยในช่วง​ไตรมาสแรกของรัฐบาลใหม่จะเป็น "บทพิสูจน์" ว่า 14 โครงการนี้จะถูกดันออกจากท่อได้รวดเร็วเพียงใด หากพรรคแกนนำสามารถประสานผลประโยชน์และชี้แจงความคุ้มค่าต่อ ครม. ได้ โครงการอย่าง "แลนด์บริดจ์" หรือ "รถไฟทางคู่สายใต้" จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของพรรคในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างแท้จริง