

KEY
POINTS
ภายหลังการเลือกตั้ง 2569 “พรรคภูมิใจไทย” ได้คว้าชัยชนะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ “ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยรองรับสังคมคนกรุงเทพฯ นั่นคือ การทำระบบตั๋วร่วม เพื่อแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนทางรางที่มีผู้ประกอบการหลายราย (Multi-Operators) ทำให้การเชื่อมต่อค่าโดยสารทำได้ยาก แม้ปัจจุบันได้นำร่องค่าโดยสาร 20 บาทในสายสีแดงและสายสีม่วงไปแล้ว
แต่ก้าวต่อไปคือการนำระบบรถไฟฟ้าทุกสายทุกเส้นทางที่มีเอกชนหลายรายรับสัมปทาน ทั้ง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาบริหารจัดการภายใต้หน่วยงานเดียวคือ “การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)” ก่อนเดินหน้าระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) อย่างสมบูรณ์
ตามที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ภายหลังการเลือกตั้ง 2569 หากพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่าจะผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสายทั้งวัน
ล่าสุดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าอยู่ระหว่างจัดทำแผนร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีใหม่ (ครม.) โดยมีแนวทางการซื้อคืนสัมปทาน แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ
รูปแบบแรก จะระดมทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund (TFF) โดยไม่ก่อหนี้สาธารณะผ่านกลไกตลาดทุนระดมเม็ดเงินจากนักลงทุนเพื่อมาซื้อคืนโครงการ ซึ่งมีรายได้จากค่าโดยสารในอนาคตเป็นตัวจ่ายปันผล
รูปแบบที่สอง คือโมเดลให้สัมปทานกู้ซื้อคืน โดยให้เอกชนคู่สัญญาเดิมเป็นผู้กู้เงินเพื่อซื้อคืนสิทธิในส่วนของตนเอง โดยรัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านกรรมสิทธิ์เป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ดีนโยบายแรกจะส่งผลต่อคนกรุงเทพฯและปริมณฑลได้รับอานิสงส์จากการลดภาระค่าใช้จ่าย แลกความสะดวกในการเดินทาง โดยประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากค่าโดยสารตลอดวัน 40 บาทตลอดสาย ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและคนวัยทำงานที่ต้องเดินทางข้ามระบบด้วยรถไฟฟ้า เช่น จากรถไฟฟ้าสายสีม่วงต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งในปัจจุบันอาจมีค่าใช้จ่ายพุ่งสูงถึง 80-100 บาทต่อเที่ยว
ส่วนความท้าทายหลักอยู่ที่การเจรจากับผู้รับสัมปทานเดิม โดยเฉพาะกลุ่ม BTS และ BEM ซึ่งมีสัญญาผูกพันระยะยาว การดำเนินการภายใต้แนวคิด Single Ownership จึงต้องอาศัยการจัดทำแผนการเงินที่ “น่าเชื่อถือ” และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสิทธิบริหารจัดการ
ถัดมานโยบายที่สอง ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจ็กต์เรือธง คือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) หรือแลนด์บริดจ์ มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท ที่ถูกวางไว้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเปลี่ยนทิศทางการเดินเรือโลก โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่หนาแน่น
โครงการนี้เป็นการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งมหาสมุทร เชื่อมต่อด้วยทางหลวงพิเศษและรถไฟทางคู่ในระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ภายใต้รูปแบบการลงทุน PPP Net Cost ระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี ตามแผนเปิดประมูลภายในปี 2569 และคาดว่าเฟสแรกจะเปิดให้บริการได้ในปี 2573
ขณะเดียวกันในโครงการนี้จะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าเฉลี่ย 4 วัน และลดต้นทุนขนส่งลง 15% ดึงดูดบริษัทต่างชาติมาตั้งศูนย์กระจายสินค้าและลดต้นทุนโลจิสติกส์โลกอย่างมีนัยสำคัญ
ส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจส่งออกและนำเข้าที่จะสามารถบริหารจัดการซัพพลายเชนได้รวดเร็วขึ้น และกระตุ้น GDP ประเทศให้เติบโตเพิ่มขึ้น 1.5% ต่อปี
นอกจากนี้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้จะได้รับอานิสงส์จากการจ้างงานกว่า 280,000 ตำแหน่ง และการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลังท่าเรือ เช่น โรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ตลอดจนมูลค่าที่ดินในแถบ ชุมพร-ระนอง-สุราษฎร์ธานี พุ่งสูงขึ้นและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ต่อมานโยบายที่สามข้ามฟากมาฝั่งภาคตะวันออก “พรรคภูมิใจไทย” ได้ผุดนโยบายสร้างแม่เหล็กการท่องเที่ยวระดับโลกผ่านโครงการ “ดิสนีย์แลนด์” ในพื้นที่ EEC ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท บนพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 3,000-5,000 ไร่
นายพิพัฒน์ ระบุอีกว่า รัฐบาลพร้อมผลักดันโครงการก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ในประเทศไทย โดยเตรียมหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อติดตามความก้าวหน้า
โดยเฉพาะแนวทางการศึกษา รวมไปถึงแนวทางในการการเจรจาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ดิสนีย์แลนด์ว่าเป็นอย่างไร คาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะพอเห็นความคืบหน้าได้ทั้งหมด
“ยอมรับว่าการผลักดันโครงการสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างความน่าสนใจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อดึงดูดนักลงทุน” นายพิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวยังถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการเติมเต็มระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภา ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกันยังช่วยให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการตั้งแต่นักลงทุนรายใหญ่ไปจนถึง SMEs ในท้องถิ่น ได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านคนต่อปี
รวมถึงการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการขนส่งสาธารณะในวงกว้าง
จากความโดดเด่นของนโยบายนี้คือการใช้กลไกทางการคลังที่แยบยลเพื่อไม่ให้กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ โดยเน้นการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบการระดมทุนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในตลาดทุนแล้ว ยังเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการสู่มืออาชีพ ทำให้โครงการมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการดำเนินการโดยรัฐเพียงลำพัง
ปิดท้ายนโยบายที่สี่ การผลักดัน “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ของพรรคภูมิใจไทย ที่ให้ผ่อนเพียงเดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 60 งวด จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบฟีดเดอร์ (Feeder) ช่วยให้การเดินทางจาก “หน้าบ้านสู่สถานีรถไฟฟ้า” มีต้นทุนที่ต่ำลงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเขตเมืองหลวง
หากนโยบายเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนเข้าถึงง่ายในราคาที่เป็นธรรม ขณะที่ภาคธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาคผ่านแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน