

KEY
POINTS
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลพร้อมผลักดันโครงการก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ในประเทศไทย
โดยเตรียมหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อติดตามความก้าวหน้า โดยเฉพาะแนวทางการศึกษา รวมไปถึงแนวทางในการการเจรจาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ดิสนีย์แลนด์ว่าเป็นอย่างไร คาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะพอเห็นความคืบหน้าได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ยอมรับว่า การผลักดันโครงการสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย เป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างความน่าสนใจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อดึงดูดนักลงทุน
รวมทั้งยังเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยในการลงทุนภาครัฐไม่ได้ลงทุนแต่เป็นทางภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในรูปแบบ Public-Private Partnership หรือ PPP ซึ่งปัจจุบัน EEC ก็มีพื้นที่เตรียมพร้อมรองรับไว้แล้วในเบื้องต้น
"โครงการดิสนีย์แลนด์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และถ้ามีโอกาสก็พร้อมผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง เพราะล่าสุดก็มีผู้ที่สนใจสอบถามความคืบหน้าของโครงการแล้วว่าเป็นอย่างไร" นายพิพัฒน์ กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ในสัปดาห์หน้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม จะเชิญนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เข้ามาหารือถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการสำคัญในพื้นที่ EEC ทั้งหมด รวมถึงโครงการที่จะดำเนินการในอนาคต โดยเฉพาะโครงการสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ด้วย
ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า แนวคิดดึงดิสนีย์แลนด์มายังประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ขนาดใหญ่ และศักยภาพของภาคเอกชนในการร่วมลงทุน ตามแผนเบื้องต้นโครงการจะอยู่ภายใต้พื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ ของ EEC
ส่วนหนึ่งกันไว้สำหรับพื้นที่ก่อสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ประมาณ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่ศูนย์กีฬาและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ โดยเฉพาะสนามกีฬาที่มีความจุ 50,000 ที่นั่ง อีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการประมาณ 300,000 ล้านบาท
ทั้งนี้หากเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะสร้างการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง เพิ่มนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 10 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 150,000 ล้านบาท และอาจช่วยผลักดัน GDP ไทยเติบโตได้อีก 1% ต่อปี