

KEY
POINTS
กระแส “ดิสนีย์แลนด์ไทย” (Disneyland Thailand) ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง หลังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยแนวคิดผลักดันโครงการสวนสนุกระดับโลกในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดชลบุรี ในรูปแบบโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ ที่รวมสวนสนุก ศูนย์กีฬา ความบันเทิง และพาณิชยกรรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน
แผนเบื้องต้นใช้พื้นที่ราว 5,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สวนสนุกประมาณ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่ศูนย์กีฬาและเอ็นเตอร์เทนเมนต์อีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการราว 300,000 ล้านบาท โดยรัฐจะไม่ลงทุนเอง แต่เปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP)
อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไป ความฝันเรื่อง “ดิสนีย์แลนด์ไทย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโจทย์ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดกว่า 26 ปี ผ่านมาแล้วอย่างน้อย 5 รัฐบาล โดยยังไม่เคยมีครั้งใดไปถึงขั้นลงนามสัญญากับบริษัท The Walt Disney Company อย่างเป็นทางการ
ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (2544–2549)
กระแสข่าวเรื่องการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในไทยเริ่มดังขึ้นท่ามกลางยุคเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐ มีการพูดถึงทำเลอย่างพัทยา ภูเก็ต หรือพื้นที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ทั้งหมดอยู่ในระดับ “ข่าวลือและกระแส” ยังไม่มีการลงนามหรือประกาศอย่างเป็นทางการ ก่อนที่เรื่องจะเงียบหายไป ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องเงื่อนไขทางธุรกิจและการควบคุมมาตรฐานแบรนด์
ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (2555)
แนวคิดถูกหยิบกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ “ข้อเสนอจากภาคเอกชน” เมื่อสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวเสนอให้รัฐสนับสนุนการสร้างสวนสนุกระดับโลกเพื่อยกระดับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว แต่ช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลต้องเผชิญผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และความผันผวนทางการเมือง ทำให้โครงการไม่ถูกผลักดันต่อจนเป็นรูปธรรม
ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (เริ่ม EEC ราว 2559–2562)
ในช่วงวางรากฐานโครงการ EEC แนวคิดการดึงสวนสนุกระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Disneyland หรือ Universal Studios ถูกบรรจุอยู่ในกรอบการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อเสริมการท่องเที่ยวและหนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นการลงทุนของสวนสนุกแบรนด์อื่น ขณะที่ดิสนีย์ยังไม่ขยับเข้ามา
ยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
แม้แนวคิดจะยังถูกพูดถึงเป็นระยะในฐานะ “โปรเจ็กต์ในฝัน” ของภาคท่องเที่ยวและ EEC แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณเชิงรูปธรรมจากฝั่งบริษัทแม่ของดิสนีย์ ทำให้โครงการยังคงอยู่ในสถานะเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย
ยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล (2568–ปัจจุบัน)
ปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 แนวคิดนี้ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ออกมาให้ข้อมูลถึงแผนผลักดันดิสนีย์แลนด์ในพื้นที่ EEC เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พร้อมระบุว่ากำลังหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ทั้งในเรื่องการศึกษาโครงการและแนวทางการให้สิทธิ (Licensing) แม้จนถึงขณะนี้ ฝั่ง The Walt Disney Company ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
หากเดินหน้าเต็มรูปแบบ โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ด้านท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดของประเทศ ด้วยวงเงินลงทุนรวมราว 300,000 ล้านบาท โดยรัฐมองว่าจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ EEC จากฐานอุตสาหกรรม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงระดับโลก และเป็นแม่เหล็กดึงนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
นายพิพัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลพร้อมผลักดันโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าในด้านการศึกษาและรูปแบบการให้สิทธิในระยะถัดไป โดยย้ำว่าภาครัฐจะไม่ใช่ผู้ลงทุนเอง แต่ให้เอกชนเข้ามารับความเสี่ยงในรูปแบบ PPP
ในเชิงธุรกิจ ดิสนีย์มีโมเดลขยายสวนสนุกในต่างประเทศหลัก ๆ 3 รูปแบบ ได้แก่
1. ลงทุนเอง 100% ซึ่งใช้ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก
2. ให้ลิขสิทธิ์ (Licensing) เช่น Tokyo Disneyland ที่เอกชนญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนและบริหารทั้งหมด
3. ร่วมทุน (Joint Venture) อย่างฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ที่ดิสนีย์ถือหุ้นร่วมกับภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจท้องถิ่น
บทเรียนจากญี่ปุ่นทำให้เห็นว่า โมเดล Licensing ช่วยลดความเสี่ยง แต่ก็ทำให้ดิสนีย์พลาดโอกาสรับผลกำไรมหาศาล จึงทำให้ในระยะหลังบริษัทหันมาใช้โมเดลร่วมทุนมากขึ้นในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย มีการประเมินว่า รูปแบบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ Licensing โดยให้เอกชนไทยเป็นผู้ลงทุนและบริหาร ขณะที่ดิสนีย์ดูแลเรื่องแบรนด์และมาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของกำลังซื้อและความผันผวนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา “ดิสนีย์แลนด์ไทย” ถูกพูดถึงผ่าน 5 รัฐบาล ในฐานะสัญลักษณ์ของความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและดึงเมกะโปรเจ็กต์ระดับโลกเข้าประเทศ แต่จนถึงวันนี้ โครงการยังคงอยู่ในสถานะ “แนวคิด” มากกว่าดีลที่ได้รับการยืนยันจากบริษัทแม่
คำถามสำคัญจึงยังคงเดิมประเทศไทยพร้อมพอหรือยัง ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน ทำเล การลงทุน และกำลังซื้อ ที่จะเปลี่ยนความฝันซึ่งถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้กลายเป็นสวนสนุกระดับโลกที่เกิดขึ้นจริงบนแผนที่เศรษฐกิจไทย