
ปส. รับมือคู่มือ INES 2026 ยกระดับมาตรวัด-เฝ้าระวังภัย SMR
ปส. จัดทัพรับ IAEA-OECD ประกาศใช้คู่มือ INES 2026 ยกระดับมาตรวัดภัยนิวเคลียร์ระดับสากล 'นพ.รุ่งเรือง' สั่งอัปเกรดทีม Smart Regulator เฝ้าระวังภัย SMR ควบคู่ตั้งระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน ป้องกันข่าวปลอมสร้างความตื่นตระหนก
KEY
POINTS
- ปส. เตรียมนำคู่มือประเมินความรุนแรงเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์และรังสี INES 2026 ฉบับใหม่ของ IAEA มาปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและความปลอดภัยในประเทศ
- คู่มือใหม่ได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ฟุกุชิมะ โดยปรับปรุงเกณฑ์ประเมินสำหรับสถานประกอบการที่มีหลายหน่วยผลิต เช่น โรงไฟฟ้า SMR ให้พิจารณาผลกระทบรวมหากเกิดภัยพิบัติพร้อมกันหลายหน่วย
- มีการแยกระดับการประเมินเบื้องต้น (Provisional Rating) ออกจากระดับสุดท้าย (Final Rating) อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถสื่อสารสถานการณ์กับสาธารณชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ปส. ได้จัดตั้งทีมผู้ประสานงาน INES แห่งชาติ และเชื่อมโยงระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน เพื่อให้พร้อมประเมินและสื่อสารความเสี่ยงตามมาตรฐานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมกับองค์กรพลังงานนิวเคลียร์แห่ง OECD (OECD/NEA) ประกาศใช้คู่มือ INES User's Manual 2026 ฉบับปรับปรุงใหม่อย่างเป็นทางการ แทนคู่มือฉบับปี 2008
ทั้งนี้เพื่อยกระดับเกณฑ์ประเมินและสื่อสารความเสี่ยงทางนิวเคลียร์และรังสีระดับสากล ปส. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลของไทยจึงเตรียมบูรณาการแนวทางนี้เข้ากับกลไกกำกับดูแลภายในประเทศ
สำหรับมาตรวัด INES หรือ International Nuclear and Radiological Event Scale จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 1990 มีบทบาทคล้ายมาตราริกเตอร์ในทางธรณีวิทยา โดยแปลงข้อมูลทางเทคนิค นิวเคลียร์ฟิสิกส์ และวิศวกรรมที่ซับซ้อน ให้เป็นดรรชนีความรุนแรงตัวเลขเดี่ยว เพื่อให้สาธารณชน สื่อมวลชน และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกเข้าใจระดับความสำคัญด้านความปลอดภัยตรงกัน ครอบคลุมทั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ การใช้วัสดุกัมมันตรังสีในทางการแพทย์ อุตสาหกรรม การวิจัย และการขนส่ง
ทั้งนี้โครงสร้างการจัดระดับแบ่งเป็น 8 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0 ถึง 7 โดยระดับ 0 คือเหตุการณ์ความขัดข้องที่เบี่ยงเบนจากสภาวะปกติและไม่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัย ส่วนระดับ 1 ถึง 3 เป็นอุบัติการณ์ที่กระทบมาตรการความปลอดภัย โดยระดับ 3 คืออุบัติการณ์รุนแรง ขณะที่ระดับ 4 ถึง 7 จัดเป็นอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบนอกสถานประกอบการ และระดับ 7 เป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่สูงสุด เช่น เหตุการณ์เชอร์โนบิลเมื่อปี 1986 และฟุกุชิมะไดอิจิเมื่อปี 2011
สำหรับการประเมินระดับความรุนแรง ผู้กำกับดูแลจะพิจารณาจากเกณฑ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากปริมาณรังสีที่แพร่กระจาย ความเสียหายต่อแนวกั้นทางรังสี (Radiological Barriers) และการสูญเสียระบบการป้องกันเชิงลึก (Defence in Depth) โดยจะยึดผลประเมินที่ได้ระดับสูงสุดเป็นระดับ INES สรุปของเหตุการณ์นั้น ซึ่งเป็นหลักการที่ยังคงใช้ในคู่มือฉบับใหม่
นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของ INES 2026 คือการนำบทเรียนเชิงลึกจากอุบัติเหตุฟุกุชิมะไดอิจิและประสบการณ์กำกับดูแลทั่วโลกมาปรับปรุงเกณฑ์วิเคราะห์ เพื่อลดความคลุมเครือในสภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเกณฑ์ประเมินสำหรับสถานที่ที่มีหลายหน่วยผลิต (Multi-Unit Facilities)
รวมถึงโรงไฟฟ้า SMR แบบ Fleet ซึ่งกำหนดว่าหากเกิดภัยพิบัติภายนอก เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมใหญ่ จนกระทบเตาปฏิกรณ์หลายเครื่องพร้อมกันในที่ตั้งเดียวกัน ต้องคิดปริมาณการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีรวมสะสมจากทุกหน่วยผลิต
อีกประเด็นใหม่คือการจำแนกการจัดระดับเบื้องต้น (Provisional Rating) ออกจากระดับสุดท้าย (Final Rating) อย่างชัดเจน โดยให้ใช้ระดับเบื้องต้นในช่วงที่ข้อมูลสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง และสามารถปรับเป็นระดับสุดท้ายได้เมื่อการสอบสวนทางวิศวกรรมเสร็จสิ้น โดยไม่กระทบต่อการจัดระดับสุดท้ายแต่อย่างใด ซึ่งช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสื่อสารกับสาธารณชนได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอข้อสรุปทั้งหมด
นายแพทย์รุ่งเรือง ระบุว่า ประเด็นที่ IAEA ย้ำชัดเจนคือการแยกขาดระหว่าง INES กับระบบเตือนภัยฉุกเฉิน โดยระดับ INES เป็นเครื่องมือสื่อสารความรุนแรง ไม่ใช่เกณฑ์ในการสั่งอพยพประชาชน การตัดสินใจสั่งอพยพ หลบภัยในอาคาร หรือแจกจ่ายยาโพแทสเซียมไอโอไดด์ (KI) ต้องอิงข้อมูลตรวจวัดปริมาณรังสีจริงในพื้นที่ (Operational Intervention Levels: OILs) และแผนฉุกเฉินทางรังสีแห่งชาติทันที โดยไม่ต้องรอผลการประเมินระดับ INES
ด้านการเตรียมความพร้อมของ ปส. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลักภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้จัดตั้งทีมเจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยงและผู้ประสานงาน INES แห่งชาติ (INES National Officer) ที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือคำนวณระดับ INES ตามมาตรฐาน IAEA 2026 ทำหน้าที่ประเมินเหตุการณ์และประสานข้อมูลกับระบบ USIE ของ IAEA
ขณะเดียวกัน ปส. ยังเชื่อมโยงระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินเข้ากับศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ ให้สามารถประเมินระดับ INES เบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุผิดปกติในสถานประกอบการ หรือในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสีภายในประเทศ ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานสื่อสารวิกฤตที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา แม่นยำ และรวดเร็ว เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกจากข้อมูลเท็จ
นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวด้วยว่า ปส. จะพัฒนาบุคลากรให้เป็น Smart Regulator ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคนิคและการสื่อสารความเสี่ยง เพราะความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุทางวิศวกรรม แต่รวมถึงศักยภาพในการประเมินและสื่อสารความเสี่ยงอย่างถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดย ปส. พร้อมบังคับใช้มาตรฐาน INES 2026 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและประเทศอย่างยั่งยืน







