
‘อนุทิน’ ต้อนรับ ปธน.สวิส ฉลอง 95 ปีสัมพันธ์ หนุน FTA ไทย-EFTA ดึงทุนไฮเทค
นายกฯ อนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิส ก่อนหารือเต็มคณะ หนุน FTA ไทย-EFTA ขยายความร่วมมือรอบด้าน แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี รับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ฉลอง 95 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-สวิตเซอร์แลนด์
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ ในโอกาสฉลองครบรอบ 95 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต
- ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันให้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
- ไทยพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการแพทย์และเทคโนโลยีสีเขียว
- ขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
15 ตุลาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายกี ปาร์เมอแล็ง (H.E. Mr. Guy Parmelin) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร
เมื่อประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิสเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ณ บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเข้าสู่พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยวงดุริยางค์บรรเลงเพลงชาติสมาพันธรัฐสวิสและเพลงชาติไทยตามลำดับ
จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ เพื่อเป็นเกียรติแก่การเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนี้
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีทั้งสองร่วมถ่ายภาพ ณ บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ณ ห้องสีงาช้าง และเข้าพบหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องรับรองชั้น 2
ไทย-สวิส หารือข้อราชการเต็มคณะ
จากนั้น เวลา 10.40 น. ทั้งสองฝ่ายและคณะได้ร่วมหารือข้อราชการเต็มคณะ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยเร่งเตรียมความพร้อมด้านขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการมีผลบังคับใช้ของความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA
พร้อมส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ การผลิตขั้นสูง เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมอาหาร และเทคโนโลยีสีเขียว ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านระบบอาชีวศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะสานต่อความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในกรอบพหุภาคี พร้อมสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการลงทุน ธรรมาภิบาล และการพัฒนาทุนมนุษย์ระหว่างกัน
ไทย-สวิส ความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 95 ปี
ต่อมาเวลา 11.55 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการเต็มคณะระหว่าง นายกรัฐมนตรี กับ ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ทั้งสองฝ่ายได้แถลงข่าวร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF-WBG Annual Meeting 2026) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ
การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องในโอกาสที่ไทยและสวิตเซอร์แลนด์ครบรอบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างมิตรภาพที่มีมายาวนาน และผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. การค้าและการลงทุน
สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในยุโรปในปี 2568 และยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย - EFTA ซึ่งรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบความตกลงฯ แล้ว ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไทยและสวิตฯ ในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งเดินทางเยือนประเทศไทยพร้อมคณะนักธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์ โดยไทยพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน
2. ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ไทยและสวิตเซอร์แลนด์มีผลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) โดยโครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Programme) เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ ซึ่งได้นำรถโดยสารไฟฟ้ามาใช้แล้วประมาณ 2,000 คัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
จากความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าว มูลนิธิ KliK (KliK Foundation) คาดว่าจะจัดซื้อคาร์บอนเครดิตมูลค่าประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการระดมเงินทุนสีเขียว สนับสนุนโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ ๆ และเร่งการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
3. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จุดแข็งของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการนำผลงานนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
4. การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ไทยให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา โดยเฉพาะระบบที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน อาทิ การปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดกฎหมาย
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และนำประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งสำหรับมิตรภาพและความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี และหวังว่าจะได้ร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ให้มีความเข้มแข็ง มีพลวัต และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป







