thansettakij
thansettakij
อินโดนีเซียเร่งลงทุน 5 อุตสาหกรรม เปิดโอกาสสินค้าไทยเจาะตลาด

อินโดนีเซียเร่งลงทุน 5 อุตสาหกรรม เปิดโอกาสสินค้าไทยเจาะตลาด

15 ต.ค. 69 | 06:48 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 07:02 น.

สคต.จาการ์ตา รายงาน อินโดนีเซียเดินหน้าดึงเงินทุนระยะยาวผ่าน Indonesia Investment Authority (INA) มุ่งลงทุน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้า

KEY

POINTS

  • อินโดนีเซียเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (INA) โดยมุ่งลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
  • อุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 ด้านประกอบด้วย การขนส่งและโลจิสติกส์, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, พลังงานสะอาด, สาธารณสุข และวัสดุขั้นสูง
  • ทิศทางการลงทุนนี้สร้างโอกาสให้สินค้าและบริการของไทย โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาด, เครื่องมือแพทย์, ชิ้นส่วนดิจิทัล และวัสดุขั้นสูง สามารถเจาะตลาดอินโดนีเซียได้มากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รายงานว่า อินโดนีเซียเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพ การขยายเศรษฐกิจดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ หนึ่งในกลไกสำคัญคือ Indonesia Investment Authority (INA) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2563 มีพันธกิจหลักในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินระยะยาวควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาประเทศและสวัสดิการสาธารณะ

นายเรซา ที. ฮานานี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการลงทุนของ INA กล่าวว่า การลงทุนของหน่วยงานไม่ได้มุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังต้องการวางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจในอนาคต โดยกำหนดอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ 5 ด้านที่มีความเชื่อมโยงกัน ได้แก่ การขนส่งและโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สาธารณสุข และวัสดุขั้นสูง

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกจากศักยภาพการเติบโตระยะยาวและความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนในแต่ละด้านสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องอาศัยพลังงานที่มั่นคง ขณะที่การผลิตวัสดุขั้นสูงต้องพึ่งพาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

ขนส่ง-โลจิสติกส์ ครองสัดส่วนลงทุนสูงสุด

จากข้อมูลจากรายงานประจำปี 2568 ของ INA ระบุว่า การขนส่งและโลจิสติกส์เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการจัดสรรเงินลงทุนสะสมมากที่สุด คิดเป็น 44% ของยอดลงทุนสะสมทั้งหมด โดย INA ร่วมมือกับ Abu Dhabi Investment Authority (ADIA) และ APG Asset Management สนับสนุนการพัฒนาทางหลวงพิเศษระยะทางรวมกว่า 250 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ DP World พัฒนาท่าเทียบเรือตู้สินค้าแห่งใหม่เบลาวัน (Belawan New Container Terminal) ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญบนช่องแคบมะละกา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือและโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงร่วมมือกับ ESR พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านโลจิสติกส์สมัยใหม่ พื้นที่รวมประมาณ 200,000 ตารางเมตร

โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยผลการศึกษาของ LPEM UI ในปี 2568 ระบุว่า ทางด่วนสาย Bakauheni–Terbanggi Besar (BTB) ในจังหวัดลัมปุง ระยะทาง 141 กิโลเมตร คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 400 ล้านล้านรูเปียห์ ตลอดระยะเวลาสัมปทานปี 2558-2610 และสนับสนุนการจ้างงานเฉลี่ยปีละ 20,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ ทางด่วนยังช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่าง Bakauheni และ Bandar Lampung จากประมาณ 5 ชั่วโมง เหลือ 2 ชั่วโมง สร้างมูลค่าการประหยัดทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 170 ล้านล้านรูเปียห์ ทั้งจากการประหยัดเวลา ต้นทุนการใช้ยานพาหนะ และความปลอดภัยในการเดินทาง ขณะที่รายได้ของผู้ประกอบการ MSME เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12% และ 46% สามารถขยายตลาดไปยังจังหวัดอื่นได้

ดิจิทัล-พลังงานสะอาด เร่งสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล INA จัดสรรเงินลงทุนสะสมในสัดส่วน 29.5% ของยอดลงทุนทั้งหมด ครอบคลุมเสาสัญญาณโทรคมนาคม โครงข่ายไฟเบอร์ออปติก และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ (Hyperscale Data Center) เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่ง หนึ่งในบริษัทที่ INA ลงทุนคือ Dayamitra Telekomunikasi หรือ Mitratel ผู้ให้บริการเสาสัญญาณโทรคมนาคมรายใหญ่ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเสาสัญญาณมากกว่า 40,000 ต้น และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกยาวกว่า 57,000 กิโลเมตรทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน INA ลงทุนร่วมกับ DayOne ผู้พัฒนาและให้บริการศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูงในเอเชีย โดยเริ่มจากโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษบนเกาะบาตัม กำลังการผลิต 72.4 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตเป็นประมาณ 390 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานสะอาด INA ร่วมลงทุนกับ Masdar ในบริษัท Pertamina Geothermal Energy เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ประมาณ 395 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อเดือน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าประมาณ 300,000 ตันต่อเดือนสะท้อนความพยายามของอินโดนีเซียในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นกับเป้าหมายการลดคาร์บอน โดยจำเป็นต้องอาศัยเงินทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว

ขยายลงทุนสาธารณสุข-วัสดุขั้นสูง ดันอุตสาหกรรมปลายน้ำ

ด้านสาธารณสุข INA มุ่งเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการให้บริการ โดยลงทุนใน Indonesia Healthcare Corporation (IHC) ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย และ Kimia Farma Apotek แพลตฟอร์มร้านขายยา

นอกจากนี้ ยังร่วมลงทุนกับ SK Plasma ในโครงการก่อสร้างโรงงานแยกส่วนประกอบพลาสมาในเลือดแห่งแรกของอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่าจะมีกำลังการแปรรูป 600,000 ลิตรต่อปี ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมาและสนับสนุนความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

ส่วนอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง INA สนับสนุนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstreaming) เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศและยกระดับบทบาทของอินโดนีเซียในห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งตัวอย่างสำคัญคือการลงทุนร่วมกับ Changzhou Liyuan เพื่อพัฒนาฐานการผลิตวัสดุแคโทดชนิดลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) สำหรับแบตเตอรี่ โดยระยะแรกมีกำลังการผลิต 30,000 ตันต่อปีในปี 2568 ระยะที่สองมีกำลังการผลิต 110,000 ตันต่อปี เริ่มดำเนินการช่วงต้นปี 2569 และระยะที่สามมีกำลังการผลิต 120,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ช่วงต้นปี 2570

ทั้งนี้การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของอินโดนีเซียในห่วงโซ่มูลค่าแบตเตอรี่ระดับโลก พร้อมเพิ่มศักยภาพการผลิตภายในประเทศ

INA ระดมทุนจากพันธมิตรแล้ว 7.45 หมื่นล้านรูเปียห์

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา INA และพันธมิตรด้านการลงทุนจัดสรรเงินลงทุนรวมประมาณ 74.5 ล้านล้านรูเปียห์ แบ่งเป็นเงินทุนของ INA จำนวน 33.3 ล้านล้านรูเปียห์ และเงินทุนจากพันธมิตรอีก 41.2 ล้านล้านรูเปียห์ ได้มีหลักเกณฑ์การพิจารณาลงทุน INA ให้ความสำคัญกับ 4 ปัจจัย ได้แก่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย คุณภาพของบริษัทหรือสินทรัพย์ การประเมินมูลค่าและโครงสร้างสัญญา ตลอดจนคุณภาพของพันธมิตรและผู้ดำเนินโครงการ โดยทุกองค์ประกอบต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทว่า แม้สินทรัพย์จะมีคุณภาพดี แต่หากซื้อในราคาสูงเกินไปก็อาจไม่สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ส่วนพันธมิตรและผู้บริหารที่มีความสามารถจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุน ตลอดจนสร้างโอกาสในการจ้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนานวัตกรรมใหม่ นอกจากนี้ INA ยังดำเนินงานตามหลักการซันติอาโก (Santiago Principles) ซึ่งเป็นกรอบธรรมาภิบาลสำหรับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การบริหารความเสี่ยง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ทั้งก่อนและหลังการลงทุน

ชี้เป้าโอกาสส่งออกไทย พลังงานสะอาด- เครื่องมือแพทย์-ชิ้นส่วนดิจิทัล

อย่างไรก็ดี สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ประเมินว่า ทิศทางการลงทุนของอินโดนีเซียเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และวัสดุสำหรับการผลิตขั้นสูง ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์จะเพิ่มความต้องการอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ส่วนการลงทุนด้านสาธารณสุขและพลังงานสะอาดอาจเปิดช่องทางให้สินค้าและบริการทางเทคนิคจากไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาสร้างพันธมิตรกับบริษัทท้องถิ่น และแสวงหาโอกาสเข้าร่วมโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของอินโดนีเซีย พร้อมศึกษาความต้องการของตลาดในระยะยาว ตลอดจนกฎระเบียบและข้อกำหนดด้านการลงทุน เพื่อวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว