thansettakij
thansettakij
สนพ.เร่งเครื่อง PDP 2026 คุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท ดัน GDP โต 2%

สนพ.เร่งเครื่อง PDP 2026 คุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท ดัน GDP โต 2%

26 มิ.ย. 69 | 06:20 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 69 | 06:25 น.

สนพ.เปิดแผน PDP 2026 ชี้ไฟฟ้าหัวใจเศรษฐกิจ คุมราคาไม่เกิน 4 บาท ดัน GDP โต 2% เร่งลดคาร์บอนสู่ปี 2050 โลกผันผวน กดดันไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งฟอสซิล

KEY

POINTS

  • สนพ. เร่งจัดทำแผน PDP 2026 โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้ไม่น้อยกว่า 60%
  • ตั้งเป้าควบคุมราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนฯ ไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วย เพื่อลดภาระของประชาชน
  • แผนฯ จัดทำขึ้นภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัวเฉลี่ย 2% - 2.5% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ( PDP 2026) ว่า การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด คือไฟฟ้า โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานรูปแบบดั้งเดิม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศในปี 2050

วันนี้ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ไม่สามารถไปถึงพลังงานหมุนเวียนได้ทั้งหมด (RE100)เพราะยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ขณะที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แต่การขยายธุรกิจ Data Center และ AI ยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้เกิดความต้องการไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นแผน PDP จะต้องสร้างสมดุล (Balance) และความยั่งยืน (Sustainability) นอกเหนือจากความมั่นคง ราคาถูก และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันความยั่งยืนต้องมาก่อน

เพิ่มพลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 60%

ประเด็นสำคัญในแผน PDP 2026 คือการปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Clean Energy) ให้สูงขึ้น โดยตัวเลขเบื้องต้นขยับขึ้นไปอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 60% จากเดิมที่เคยพิจารณากันที่ 51% ซึ่งนิยามของพลังงานสะอาดในที่นี้ จะรวมถึงพลังงานหมุนเวียน (RE) เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำในประเทศลาว

 

เทคโนโลยี SMR มีบรรจุอยู่ในแผนแน่นอน โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินการภายใน 10 ปีนี้ เบื้องต้นมองไว้ที่ขนาดกำลังผลิตประมาณ 300-600 เมกะวัตต์ต่อโรง รวมแล้ว2,000- 4,000 เมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ซึ่งในช่วงเริ่มต้นจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการหลักเพื่อความมั่นคง แต่ในอนาคตอาจพิจารณาการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตามความเหมาะสมของนโยบาย

สนพ.เร่งเครื่อง PDP 2026 คุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท ดัน GDP โต 2%

 

ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์นั้น ยอมรับว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากจากการคำนวณเบื้องต้นถึง 270,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสู่ระบบต้องคำนึงถึงเทคนิคการบริหารจัดการโหลดของ กฟผ. ซึ่งอาจต้องมีการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานแบบสูบกลับ (Pumped Storage) หรือระบบกักเก็บแบตเตอรี่ (BESS)เพิ่มเติม

สนพ. จะขยายผลโครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป โดยจะเพิ่มสัดส่วนรับซื้ออีกประมาณ 500 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นเฟสที่ 2 ต่อจากโควตาเดิม เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชนและธุรกิจมากขึ้น

สำหรับราคาค่าไฟฟ้าภายใต้แผน PDP 2026 นั้น โจทย์สำคัญคือการควบคุมราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผนไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชนเกินไป โดยตั้งเป้าหมาย (Ceiling) ไว้ที่ไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งการจะทำได้ตามเป้าหมายนั้น ต้องมีการผสมผสานระหว่างการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การขยายอายุโรงไฟฟ้าเดิมที่ยังมีประสิทธิภาพ และการเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกลไกต่างๆ

กฟผ.ผลิตไฟไม่ต่ำกว่า 30%

นายวัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า บทบาทของรัฐในการดูแลความมั่นคงทางพลังงาน ได้มีการหารือถึงสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. โดยเบื้องต้นมองว่าไม่ควรต่ำกว่า 30% เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวสำรอง (Backup) และบริหารจัดการระบบให้เกิดความมั่นคงสูงสุด ทั้งนี้ การจัดทำแผนดังกล่าวยังได้ปรับสมมติฐานทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยที่ประมาณ 2% - 2.5% ตลอดแผน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเป็นผู้ผลิตเองใช้เอง หรือแม้กระทั่งขายกันเองยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ที่แบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟขายกลับเข้ามาในระบบ ก็เปรียบเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าชนิดหนึ่งได้

แผน PDP 2026  จะเป็นการออกแบบไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ Net Zero ความมั่นคง และราคาเหมาะสม และที่สำคัญที่สุด จะไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยคาดว่าแผนเสร็จภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ 

ทั้งนี้ ยืนยันว่า แผนดังกล่าวจะไม่มีการล่าช้าออกไปอย่างแน่นอน โดยคาดว่าภายในเดือนก.ค. นี้ จะนำเสนอร่างแผนที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาในเชิงนโยบายได้ และตั้งเป้าจะสรุปแผนทั้งหมดให้จบภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ก่อนประกาศใช้จริง