
สนพ.รับแผน PDP 2026 ใกล้สรุป ชี้ทางออกเปลี่ยนผ่านพลังงานค่อยเป็นค่อยไป
สนพ. ยอมรับร่างแผน PDP 2026 ใกล้ได้ข้อสรุป หลังเปิดรับฟังความคิดเห็น คาดว่าเร็ว ๆ นี้ จะได้ข้อสรุป ชี้ทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เร่งสร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง เตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ
18 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยในเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ถึงความคืบหน้าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำ PDP ซึ่งจะเป็นการกำหนดว่าประเทศจะมีโรงไฟฟ้าประเภทใดบ้าง โดยขณะนี้ สนพ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้
“ขณะนี้ทางหน่วยงานกำลังอยู่ระหว่างการปรับตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปจัดระเบียบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าต่อไป ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์โมเดลที่แม่นยำเพื่อให้ได้ตัวเลขสุดท้ายที่ชัดเจนก่อนเสนอต่อรัฐมนตรีต่อไป” นายวัชรินทร์ กล่าว
สำหรับการออกแบบนโยบายพลังงานของประเทศต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และประชาชนทั่วไป และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม (Sustainability) โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของประเทศ
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ทิศทางพลังงานของประเทศปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันก็ต้องมีการจัดการด้านปลายทางควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ยกตัวอย่างเช่น การทำโรงไฟฟ้าขยะที่ยังไม่มีระบบการคัดแยกขยะที่มีประสิทธิภาพ การจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ และขยะอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับแนวทางพลังงานในอนาคตนั้นมองว่า จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การพัฒนา Smart Grid การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบ ทั้งเทคโนโลยี Geothermal ที่อาจต้องมีกลไกอุดหนุนในช่วงแรก เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ประเทศไทยมีศักยภาพจากแหล่งพลังงานในประเทศและเศษเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานไฮโดรเจน และพลังงานนิวเคลียร์ โดยทุกอย่างจะมาผสมผสานกันเป็นชุดในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการแข่งขันและเป้าหมายคาร์บอนต่ำ
นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ปัจจุบันมีสิ่งที่ท้าทายว่ามีคนไม่กี่คนที่เปิดแอร์ที่ 26 องศาที่บ้าน และพยายามประหยัดการใช้แอร์วันละ 1 ชั่วโมง หรือขับรถไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งที่ประเทศไทยใช้พลังงานปีละ 2 ล้านล้านบาท และหากประหยัดได้เพียง 5% ก็จะเท่ากับ 100,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตามในประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กหรือ SMR นายวัชรินทร์ มองว่า มีความน่าสนใจในฐานะการเป็นพลังงานฐาน (Base Load) ที่เข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงทดแทนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในปัจจุบัน โดยหัวใจสำคัญของการพิจารณา SMR คือเรื่องของความปลอดภัยที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรภายในประเทศ
รองผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะปกติไปสู่การอยู่ร่วมกับวิกฤตการณ์อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีความขัดแย้งในยูเครนที่ลากยาวมาหลายปี ทำให้การวางแผนพลังงานหลังจากนี้ต้องมองว่าภาวะวิกฤตคือความปกติใหม่ที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเองและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ โดยมีการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ต้องพึงระวังความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) โดยเฉพาะอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างอินเวอร์เตอร์ในระบบโซลาร์เซลล์ที่มาจากหลายค่าย หากถูกโจมตีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศได้
“ภาครัฐและเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและจริงใจ โดยเน้นการลงมือทำจริงมากกว่าเพียงแค่การพูดคุยเพียงอย่างเดียว, ขณะที่บทบาทของรัฐคือการพยายามประสานและสร้างสมดุล ระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่มีความซับซ้อน รวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ภาคประชาชน โดยต้องสื่อสารข้อมูลด้านพลังงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันไม่ให้การรับรู้ที่คลาดเคลื่อนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาดในอนาคต” รองผู้อำนวยการ สนพ. กล่าว







